หน้าแรก
 

กรอกข้อมูลเพื่อรับชุดทดลองลดน้ำหนัก(รับเฉพาะอายุ 17+)

ต้องการ *

   

ชีวิตสดใสไร้พุง

เคล็ดลับการบริโภคอาหารเพื่อลดน้ำหนัก และรอบพุง ต้องบริโภค

อาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ในแต่ละวัน แต่ไม่จำเป็นต้องบริโภคครบทั้ง 5 หมู่ใน

แต่ละมื้อ ไม่ควรงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง แต่ควรลดปริมาณอาหาร หรือ

เปลี่ยนเป็นอาหารที่มีพลังงานต่ำแทน เคี้ยวอาหารช้าๆ และให้บริโภคอาหาร

ที่เป็นน้ำหรือดื่มน้ำบ่อยๆ

.............. “สมัยก่อนคนมัวแต่ทำงานจนลืมนึกถึงสุขภาพ

จนก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บมากมาย” นพ.รัชตะ รัชตะ-

นาวิน คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

แพทย์อายุรศาสตร์ วัย 58 ปี เจ้าของรางวัลนัก

วิทยาศาสตร์ดีเด่นประจำปี 2548 ย้อนรำลึกถึงปัญหา

สุขภาพในกลุ่มคนทำงาน

“ภาวะเจ็บป่วยของคนทำงานไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพวกเขา และครอบครัว

เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อองค์กร เนื่องจากบุคลากรนับเป็นปัจจัยสำคัญในการทำงาน

หากพวกเขาเกิดล้มป่วยก็ไม่สามารถทำงานได้ ต้องขาดงาน และสุดท้ายองค์กรก็จะ

ได้รับผลกระทบในที่สุด” คุณหมอรัชตะ บอก

รามาฯลาโรคอ้วน

ชีวิตสดใสไร้พุง

อดีตนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น บอกอีกว่า โรงพยาบาลรามาธิบดี ตระหนักถึง

ปัญหาเหล่านี้มาโดยตลอด และได้ดำเนินการสร้างเสริมสุขภาพของบุคลากรภายใน

องค์กรมานาน เพื่อมุ่งหวังที่จะสร้างเสริมสุขภาพให้บุคลากรภายในองค์กรมีสุขภาพ

ดีอย่างถ้วนหน้า โดยต้องการสร้างความตระหนักต่อการดูแลสุขภาพของตัวเอง

การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม การสร้างความมีส่วนร่วม และการมีนโยบาย

สุขภาพที่เอื้อต่อการปฏิบัติจริง ซึ่งทั้งหมดจะช่วยสร้างเสริมสุขภาพของบุคลากรให้

ห่างไกลจากภัยสุขภาพมากที่สุด

แนวทางสร้างเสริมสุขภาพประกอบไปด้วย การจัด “การตรวจสุขภาพ

ประจำปี” ให้แก่บุคลากรทุกคน โดยจะมีแฟ้มประวัติสุขภาพ เพื่อประเมินสุขภาพ

อย่างต่อเนื่องทุกๆ ปี หากพบว่าบุคลากรคนใดคนหนึ่งมีภาวะสุขภาพเสื่อมโทรม

หรือป่วยด้วยโรคชนิดใดชนิดหนึ่งจะได้รับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที

“การดำเนินงานเราจะแบ่งบุคลากรที่ป่วยหรืออยู่ในภาวะเสี่ยงต่างๆ ออกเป็น

กลุ่มๆ เพื่อสะดวกต่อการรักษา และให้คำแนะนำในการสร้างเสริมสุขภาพอย่างถูกวิธี

เช่น กลุ่มที่มีภาวะน้ำหนักเกิน จะต้องมีการควบคุมน้ำหนักอย่างถูกวิธี โดยมี

โครงการลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพมากมาย โดยเฉพาะการให้ความรู้ถึงอันตรายจาก

ภาวะอ้วนลงพุง รวมทั้งแนวทางการรักษาต่างๆ ซึ่งจะมุ่งเน้นให้รู้จักควบคุม

พฤติกรรมการบริโภค รวมทั้งการส่งเสริมการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ” คณบดี

คณะแพทยศาสตร์ บอก

ไม่เพียงเท่านี้ รามาฯ ยังให้บริการ “ศูนย์บริหารร่างกายเพื่อสุขภาพ” หรือ

ฟิตเนส ซึ่งได้จัดเตรียมอุปกรณ์การกีฬาต่างๆ สำหรับบริหารร่างกายโดยเฉพาะ

ที่สำคัญยังจัดครูฝึกสอน หรือเทรนเนอร์ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยแนะนำการบริหารร่างกาย

หลากหลายประเภท และเหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล โดยศูนย์ดังกล่าว

ชีวิตสดใสไร้พุง

จะเปิดบริการตั้งแต่เวลา 06.00-22.00 น. เพื่อยืดเวลาให้บุคลากรทุกคนได้มีโอกาส

บริหารร่างกายอย่างทั่วถึง

นอกจากการออกกำลังกายในที่ร่ม ยังมี “สนามกีฬากลางแจ้ง” ทั้งสนาม

บาสเกตบอล สนามเทนนิส ไว้ให้บริการแก่บุคลากรทุกคน ที่สำคัญรามาฯ ยังจัด

กิจกรรมการแข่งขันกีฬาประจำปี เพื่อส่งเสริมสุขภาพ และเสริมสร้างความสามัคคี

และสัมพันธภาพของบุคลากรภายในองค์กร

“กิจกรรมส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นภาพรวมของสุขภาพบุคลากรเป็นสำคัญ แต่

ระยะหลังเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้มีการจัดกิจกรรมจำเพาะเพื่อรณรงค์ลดการเกิด

ภาวะเสี่ยงภัยสุขภาพเฉพาะด้าน โดยเฉพาะภาวะอ้วน เนื่องจากเป็นภาวะอันตราย

ต่อสุขภาพมาก ก่อให้เกิดโรคตายผ่อนส่ง ที่สำคัญยังเป็นโรคที่มีผลต่อเศรษฐกิจของ

ผู้ป่วย เนื่องจากเป็นโรคเรื้อรังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้”

นพ.รัชตะ บอกอีกว่า สำหรับกิจกรรมเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงจากภาวะอ้วน ถือเป็น

แนวทางที่โรงพยาบาลดำเนินการมาโดยตลอด เห็นได้จากเมื่อปี 2550 ที่ผ่านมา

โรงพยาบาลรามาธิบดีได้ร่วมกับโครงการเครือข่ายคนไทยไร้พุง ในการนำแนวทาง

ปฏิบัติเพื่อป้องกัน และขจัดภาวะอ้วนลงพุงภายในโรงพยาบาล

นพ.ฆนัท ครุธกูล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ โรงพยาบาลรามาฯ ใน

ฐานะกรรมการเครือข่ายคนไทยไร้พุง และผู้จัดการศูนย์หัวใจ หลอดเลือด และ

เมแทบอลิซึม คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ผู้มีส่วนสำคัญในการ

ขับเคลื่อนการทำงานเพื่อสุขภาพ ย้อนถึงการทำงานที่ผ่านมาว่า ก่อนหน้านี้

โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ร่วมกับราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย และ

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) สมาคมวิทยาศาสตร์

การกีฬาแห่งประเทศไทย สมาคมสุขศึกษา พลศึกษาและสันทนาการแห่งประเทศไทย

ชีวิตสดใสไร้พุง

สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม

สุขภาพ(สสส.) ดำเนินโครงการเครือข่ายคนไทยไร้พุง โดยโรงพยาบาลรามาธิบดี

มีบทบาทด้านวิชาการในการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะอ้วน เพื่อเผยแพร่

ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะอ้วนลงพุงให้แก่ประชาชน

“ขณะเดียวกันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ยังได้นำแนวทางการลดภาวะ

อ้วนมาปรับใช้ในองค์กรของตนเอง ซึ่งโรงพยาบาลรามาธิบดีก็เป็นอีกหน่วยงานที่นำ

แนวทางจากโครงการเครือข่ายคนไทยไร้พุงมาปฏิบัติใช้ภายในองค์กรด้วย โดย

ดำเนินการผ่านคณะกรรมการโรคอ้วนครบวงจร มี นพ.สุรัตน์ โคมินทร์ หัวหน้า

หน่วยโภชนวิทยาคลินิก และชีวเคมีทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาล

รามาธิบดี ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการดังกล่าว ซึ่งคณะกรรมการ

ชุดนี้จะทำหน้าที่ในส่วนของการให้ข้อมูลทางวิชาการ และการรณรงค์ลดภาวะอ้วน

ในรูปแบบของการจัดกิจกรรมต่างๆ” นพ.ฆนัท อธิบาย

หลังจากจัดตั้งคณะกรรมการดังกล่าวขึ้น ได้มีการจัดกิจกรรมเพื่อสร้าง

เสริมสุขภาพมากมาย เริ่มแรกจะมุ่งเน้นในการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ

อันตรายจากภาวะอ้วน ซึ่งก่อให้เกิดโรคเรื้อรัง อย่างเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง

จากนั้นจึงลงพื้นที่จัดกิจกรรมรณรรงค์อย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่าง ตลาดนัดลดพุง

เป็นกิจกรรมที่มุ่งเน้นการให้ข้อมูลการลดภาวะอ้วนอย่างถูกวิธี ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการ

ทั้งภายในโรงพยาบาล และในเวทีสาธารณะต่างๆ เช่น ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

โดยมุ่งเน้นการให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคอ้วนลงพุง ไม่ว่าจะเป็นอันตรายของโรคอ้วน

แนวทางการควบคุมน้ำหนัก การลดน้ำหนัก ลดรอบเอว

“สิ่งสำคัญของกระบวนการลดความอ้วน เราจะแนะนำให้ใช้กระบวนการที่

เรียกว่า 3 อ. คือ อาหาร ออกกำลังกาย และอารมณ์ โดยสามารถทำได้ง่ายๆ โดย

ชีวิตสดใสไร้พุง

เริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค ต้องเลือกบริโภคอาหารที่มีพลังงานต่ำ

แทนอาหารที่มีพลังงานสูง เพื่อช่วยลดน้ำหนัก และรอบพุง ออกกำลังกายอย่าง

สม่ำเสมอ เพื่อช่วยเพิ่มการเผาพลาญพลังงานในร่างกาย และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

ด้านอารมณ์ พยายามไม่เครียด และงดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการ

สูบบุหรี่”

นอกจากการให้คำแนะนำในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เหมาะสมแล้ว

กิจกรรมดังกล่าวยังมีการตรวจสุขภาพเพื่อหาภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังด้วย

ซึ่งหากพบว่ามีภาวะของโรคเรื้อรังต่างๆ ก็จะดำเนินการจัดส่งผู้ป่วยไปยังคลินิกโรคอ้วน

ที่บริเวณชั้น 5 ศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งทำหน้าที่ในการรักษา

ภาวะอ้วน รวมทั้งโรคเรื้อรังจากภาวะดังกล่าวอย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการ

ควบคุมปัจจัยเสี่ยง การให้คำแนะนำการออกกำลังกายที่เหมาะสม หรือการควบคุม

อาหารอย่างถูกวิธี โดยมีสูตรอาหารที่จำเพาะต่อภาวะอ้วนในแต่ละบุคคล

นพ.ฆนัท ยกตัวอย่างว่า เคล็ดลับการบริโภคอาหารเพื่อลดน้ำหนัก และรอบพุง

ต้องบริโภคอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ในแต่ละวัน แต่ไม่จำเป็นต้องบริโภคครบทั้ง 5 หมู่

ในแต่ละมื้อ ไม่ควรงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง แต่ควรลดปริมาณอาหาร หรือเปลี่ยน

เป็นอาหารที่มีพลังงานต่ำแทน เคี้ยวอาหารช้าๆ และให้บริโภคอาหารที่เป็นน้ำหรือ

ดื่มน้ำบ่อยๆ ระหว่างรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารทอด ผัด และอาหารที่มี

ไขมัน หรือน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ ให้บริโภคอาหารที่ได้จากการต้ม นึ่งแทน ฯลฯ

ส่วนหลักการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก และรอบพุง ควรออกกำลังกาย

เพื่อเผาผลาญไขมันส่วนเกินอย่างน้อยประมาณ 30-60 นาทีต่อวัน อย่างน้อย 5 วัน

ต่อสัปดาห์ ซึ่งการเคลื่อนไหวออกกำลังกายในระดับปานกลางจะใช้พลังงานได้ถึง

วันละ 150 กิโลแคลอรี อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องเล่นกีฬาหรือ

ชีวิตสดใสไร้พุง

ต้องเข้าโรงยิม เพียงแค่เพิ่มกิจวัตรประจำวันเล็กน้อยก็สามารถออกกำลังกายได้ เช่น

ใช้บันไดแทนการใช้ลิฟท์ เป็นต้น

สำหรับแนวทางการควบคุมอารมณ์ และความรู้สึก สิ่งสำคัญต้องควบคุม

สิ่งกระตุ้นทั้งจากภายใน และภายนอก พยายามตัดวงจร หรือพฤติกรรมที่ทำให้เกิด

ความรู้สึกหิว เบื่อหรือท้อแท้ ซึ่งหากรู้สึกหิวให้เปลี่ยนอิริยาบถ หรือหากิจกรรมอื่น

ทำแทน เพียง 10 นาทีก็จะหายหิวได้ ที่สำคัญอย่าลืมว่าการป้องกัน และลดภาวะ

อ้วนลงพุงจำเป็นต้องปฏิบัติทั้ง 3 อ. คือ การควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย

อย่างสม่ำเสมอ และควบคุมอารมณ์ ซึ่งการจะปฏิบัติเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งจะไม่

สามารถลดภาวะน้ำหนักเกินได้

“ไม่เพียงแต่กิจกรรมตลาดนัดลดพุง รามาฯ ยังจัดโครงการปรับเปลี่ยน

พฤติกรรมของบุคลากรในองค์กร เพื่อลดสาเหตุของการเกิดภาวะอ้วน โครงการ

ดังกล่าวเแรกเริ่มจะทำการเปิดรับสมัครบุคลากรที่สนใจ โดยใช้หลักการไม่แตกต่าง

จากกิจกรรมที่ผ่านมามากนัก เพียงแต่มีการกำหนดแนวทางปฏิบัติที่เรียกว่า บันได

7 ขั้น ซึ่งเป็นหลักการเดียวกันกับ 3 อ. แต่มีกำหนดเกณฑ์การปฏิบัติที่เป็นขั้นเป็น

ตอนมากขึ้น” นพ.ฆนัท เล่าถึงกระบวนการปฏิบัติเพื่อช่วยลดภาวะไขมันเกิน

“สำหรับบันได 7 ขั้น ประกอบด้วย 1. รู้ตน คือ รู้ว่าตัวเองมีภาวะอ้วนหรือไม่

2. รู้นับ คือ รู้ว่าแต่ละวันรับประทานอะไรเข้าไป 3. รู้แลก คือ รู้จักการแลกเปลี่ยน

อาหารที่ไม่มีประโยชน์ให้เป็นประโยชน์ 4. รู้แผน คือ รู้จักวางแผนการบริโภค

5. รู้ขยับ คือ รู้จักออกกำลังกายอย่างเหมาะสม 6. รู้ทบทวน คือ รู้จักทบทวน

ติดตามผลจากการลดความอ้วน และ 7. ชวนเปลี่ยนแปลง คือ เกิดการเปลี่ยนแปลง

ขึ้นหรือไม่”

ชีวิตสดใสไร้พุง

นพ.ฆนัท บอกอีกว่า กระบวนการบันได 7 ขั้นสามารถตรวจสอบการ

เปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ ด้วยวิธีวัดรอบพุง โดยเริ่มจากต้องถอดเสื้อออก และคลาย

เข็มขัดให้หลวม อยู่ในท่ายืนเท้า 2 ข้างห่างกันประมาณ 10 เซนติเมตร หาตำแหน่ง

ขอบบนสุดของกระดูกเชิงกรานทั้ง 2 ข้าง ใช้สายวัด วัดรอบพุงโดยวัดขอบบนของ

กระดูกเชิงกรานทั้ง 2 ข้าง ที่สำคัญต้องวัดในช่วงหายใจออก โดยสายวัดแนบกับ

ลำตัวไม่รัดแน่น และต้องให้สายวัดที่วัดรอบพุงอยู่ในแนวขนานกับพื้น ซึ่งหากรอบ

พุงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานไม่เกิน 80 เซนติเมตรในเพศหญิง และไม่เกิน 90

เซนติเมตรในเพศชาย ถือว่าปลอดภัยไม่อยู่ในภาวะอ้วนลงพุง

โรงพยาบาลจะทำการตรวจประเมินเดือนละ 1 ครั้ง รวมทั้งจะแนะนำ

ให้บุคลากรหมั่นตรวจการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนใหญ่หากมี

การปฏิบัติตามบันได 7 ขั้นก็ไม่มีปัญหาใดๆ ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาจากภาวะ

อ้วน แต่บางกรณีที่มีภาวะอ้วนจนก่อให้เกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ก็จะนำส่งคลินิกโรคอ้วน

เพื่อทำการรักษาต่อไป

“ผู้ที่ปฎิบัติตามบันได 7 ขั้นส่วนใหญ่จะสามารถลดน้ำหนักได้เฉลี่ย 3-4

กิโลกรัมในช่วงเวลา 3 เดือน ซึ่งถือว่าผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ แต่ปัญหาก็ไม่ใช่ว่าไม่มี

โดยอุปสรรคส่วนใหญ่เกิดจาก ไม่ค่อยมีเวลา และมีเหตุอื่นเข้ามาแทรก เช่น ต้องไป

งานเลี้ยง งานรับปริญญา แต่อย่างน้อยก็ทำให้พวกเขาเริ่มใส่ใจสุขภาพ และมีความ

ระมัดระวังในการบริโภคอาหารมากขึ้น ซึ่งหากสามารถลดได้ประมาณร้อยละ 5-7

ของน้ำหนักตัวก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว”

สิ่งที่ต้องปรับปรุงในการทำงาน คือ กระบวนการที่จะทำให้บุคคลดำเนิน

การได้อย่างต่อเนื่อง เพราะวิธีการลดไม่ใช่เรื่องยาก แต่ปัญหาคือ ไม่สามารถดำเนิน

การอย่างต่อเนื่องได้ เป้าหมายต่อไปจะมุ่งเรื่องการวิจัย การเรียนรู้ จะเน้นอันตราย

ชีวิตสดใสไร้พุง

ของโรคอ้วนในแต่ละขั้น เนื่องจากความอ้วนของแต่ละคนมีระดับที่แตกต่างกัน

การรักษาจึงต้องแตกต่างเช่นกัน

“ศูนย์เสริมพลัง สร้างสุขภาพ”

สำหรับการดำเนินการเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่อ

การเกิดภาวะอ้วนนั้น โรงพยาบาลรามาธิบดี

ยังมีการดำเนินการผ่าน ที่จัดตั้งขึ้นเมื่อปี

2550 ที่ผ่านมา ที่บริเวณชั้น 1 อาคาร

เรียนรวม คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาล

รามาธิบดี โดยศูนย์แห่งนี้จะทำหน้าที่เป็น

แหล่งให้ความรู้ด้านสุขภาพต่างๆ ให้แก่

บุคลากรภายในโรงพยาบาล รวมทั้ง

ประชาชนทั่วไปให้สามารถดูแลสุขภาพ

ของตนเอง หรือประคับประคองกับภาวะเจ็บป่วยทั้งกาย

และใจได้ โดยภายในศูนย์ฯ จะมีข้อมูลด้านสุขภาพมากมาย รวมทั้งมีพยาบาลประจำ

ที่คอยให้คำปรึกษาเพื่อปรับวิถีสุขภาพของแต่ละบุคคล อีกทั้งยังมีมุมนั่งเล่น มุม

อ่านหนังสือสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งช่วยสร้างเสริมสุขภาพจิตให้ดียิ่งขึ้น

“ศูนย์แห่งนี้ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงแหล่งให้ความรู้ด้านสุขภาพเท่านั้น

แต่ยังมีแนวทางการให้บริการสุขภาพเชิงรุก โดยจัดโครงการมากมายเพื่อรณรงค์

ชักชวนคนหันมาใส่ใจใน

สุขภาพมากยิ่งขึ้น ทั้ง

บุคลากรภายในองค์กร

และประชาชนทั่วไป โดย

เฉพาะบุคลากรภายใน

ชีวิตสดใสไร้พุง

โรงพยาบาล เพราะหากแพทย์ พยาบาลมีสุขภาพ

กาย และใจแข็งแรง ย่อมส่งผลดีต่อการบริการ

ผู้ป่วยด้วย” น.ส.สมพร โชติวิทยธารากร หัวหน้า

หน่วยสร้างเสริมสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์

โรงพยาบาลรามาธิบดี ผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใน

การขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสุขภาพ บอกถึง

แนวทางการทำงานที่ผ่านมา

คุณสมพร บอกอีกว่า กิจกรรมในระยะแรกจะมุ่งเน้นการให้ความรู้ด้าน

สุขภาพทั่วไป โดยจะแนะนำแนวทางการบริโภคอาหารที่ถูกวิธี การออกกำลังกาย

ที่เหมาะสมในแต่ละช่วงอายุ รวมทั้งการให้ข้อมูลถึงปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคภัยไข้เจ็บ

โดยเฉพาะโรคเรื้อรังต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ

และหลอดเลือด ฯลฯ ซึ่งล้วนมีสาเหตุมาจากภาวะอ้วนทั้งสิ้น

การให้ข้อมูลด้านสุขภาพเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ศูนย์เสริมพลัง

สร้างสุขภาพ ได้มีการจัดกิจกรรมรณรงค์ด้านสุขภาพมากมาย โดยเฉพาะการ

รณรงค์เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะอ้วน เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่า บุคลากร

ภายในโรงพยาบาลมีภาวะอ้วนประมาณร้อยละ 20 หรือประมาณ 1 ใน 4 ของ

บุคลากรทั้งหมด แต่บุคคลเหล่านี้ส่วนใหญ่จะไม่ใส่ใจต่อภาวะดังกล่าว ทำให้เสี่ยง

ต่อการเกิดโรคเรื้อรังมากมาย

“จากปัญหาดังกล่าวจึงได้จัด “โครงการอาสาสมัคร...รามาธิบดี” ซึ่ง

เป็นการรวมตัวกันของบุคลากรภายในองค์กรที่สมัครใจในการดูแลสุขภาพของ

ตนเอง ประกอบกับให้มีการชักชวนเพื่อนฝูงภายในองค์กรเข้าร่วมทำกิจกรรมเพื่อ

สุขภาพต่างๆ ด้วย เช่น การออกกำลังกายภายในศูนย์ฟิตเนสประจำโรงพยาบาล

ชีวิตสดใสไร้พุง

รามาธิบดี หรือการออกกำลังกายโดยใช้อุปกรณ์ชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไม้พลอง

ยางยืด โดยเฉพาะการออกกำลังด้วยยางยืดจะได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เพราะ

เป็นอุปกรณ์ที่หาได้ง่าย และวิธีการออกกำลังกายก็ไม่ยาก โดยได้รับการแนะนำจาก

รศ.เจริญ กระบวนรัตน์ คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ในฐานะผู้คิดค้นการออกกำลังด้วยยางยืด ซึ่งการออกกำลังกายด้วยอุปกรณ์ดังกล่าว

จะมีแรงต้านในการบริหารกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี” คุณสมพร อธิบายเพิ่มเติม

จากแนวทางดังกล่าว ทางศูนย์เสริมพลัง สร้างสุขภาพ ยังจัดทำรายงาน

ประเมินสุขภาพสำหรับบุคลากรทุกคน โดยจะมีการตรวจร่างกายก่อนเข้าร่วม

โครงการ เพื่อทำการประเมินสุขภาพ และจะทำการแนะนำถึงแนวทางการออกกำลังกาย

ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลในวัยที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ทุกๆ 6-8 เดือนจะมีการ

ประเมินสุขภาพภายหลังเข้าร่วมโครงการ พร้อมทั้งจะจัดส่งรายงานดังกล่าวให้แก่

หัวหน้าฝ่ายของแต่ละบุคคล เพื่อให้ทราบถึงสถานการณ์สุขภาพด้วย

คุณสมพร เล่าว่า ที่ผ่านมาการทำงานด้านสร้างเสริมสุขภาพจะแบ่ง

บุคลากรภายในองค์กรออกเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่ม 1 สาย ก. คือ

คณาจารย์แพทย์ พยาบาล และหัวหน้าพยาบาลต่างๆ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความรู้ความ

เข้าใจด้านสุขภาพเป็นอย่างดี กลุ่ม 2 สาย ข. คือ นักศึกษาพยาบาล นักศึกษา-

แพทย์ พยาบาลต่างๆ เป็นกลุ่มที่พอจะเข้าใจ และเอาใจใส่สุขภาพพอประมาณ

และ กลุ่ม 3 สาย ค. คือ เจ้าหน้าที่ทั่วไป ทั้งการเงินการคลัง ห้องธุรการ พนักงาน

ทำความสะอาด เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย(รปภ.) คนขับรถ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่

ใส่ใจสุขภาพ และมีโอกาสเข้ารับความรู้เรื่องสุขภาพค่อนข้างน้อย

“กลุ่มสาย ค.จะประสบปัญหาการควบคุม และลดน้ำหนักมากที่สุด

เนื่องจากทำแต่งาน เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว แต่กลับไม่ใส่ใจสุขภาพ ทั้งๆ ที่หากล้มป่วย

ชีวิตสดใสไร้พุง

จะส่งผลทั้งครอบครัว การทำงาน และตัวเอง ผู้บริหารโรงพยาบาลฯ ตระหนักถึง

ปัญหาดังกล่าวจึงมีนโยบายให้ทุกฝ่ายของโรงพยาบาลต้องให้ความร่วมมือ โดย

หัวหน้าฝ่ายจะต้องมีการบริหารตารางเวลาให้บุคลากรในฝ่ายของตนได้ออกกำลังกาย

อย่างทั่วถึง” คุณสมพร ย้อนถึงอุปสรรคครั้งอดีต

สำหรับบุคลากรที่มีปัญหาจากภาวะอ้วนนั้น ศูนย์เสริมพลังฯ จะทำการส่งต่อ

ไปยังคลินิกรักษาโรคอ้วนของคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีทันที เพื่อ

รักษาภาวะดังกล่าวให้กลับสู่ภาวะปกติให้เร็วที่สุด หรือประคับประคองให้ร่างกาย

แข็งแรงขึ้น ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่การดูแลรักษาสุขภาพให้แก่บุคลากรภายในโรงพยาบาลแล้ว

ยังมีโครงการครอบครัวรวมใจห่างไกลโรคอ้วน ซึ่งเป็นการให้ความรู้แก่สมาชิก

ในครอบครัวของบุคลากรให้ดูแลสุขภาพทั้งพฤติกรรมการบริโภค แนวทางการ

ออกกำลังกายอย่างถูกวิธี เพื่อหลีกห่างจากภาวะอ้วนมากที่สุด

ศูนย์เสริมพลัง สร้างสุขภาพ ไม่ได้มุ่งเน้นให้บุคลากรภายในโรงพยาบาลมี

สุขภาพดีเพียงอย่างเดียว แต่ยังมุ่งเน้นให้ประชาชนทุกคนมีสุขภาพดีอย่างถ้วนหน้า

เช่นกัน เห็นได้จากที่ผ่านมาได้มีการรณรงค์ให้ความรู้เรื่องอันตรายจากภาวะอ้วน

มากมาย

“ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ ได้ลงพื้นที่เพื่อทำการตรวจวัดรอบเอวให้แก่

ประชาชนทั่วไป ยกตัวอย่าง การให้ความรู้เกี่ยวกับการลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ

อ้วนให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นอกจากนี้ ยังเคยเข้าร่วม

รณรงค์โครงการคนไทยไร้พุง โดยไปตรวจรอบเอวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)

สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเป็นการรณรงค์ให้คนไทยใส่ใจต่อสุขภาพ

มากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีความเชื่อว่า หากผู้บริหารตระหนักถึงอันตรายจากภาวะอ้วน

ก็จะทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาใส่ใจเรื่องนี้เช่นกัน” เธอเล่าถึงประสบการณ์ ที่ผ่านมา

ชีวิตสดใสไร้พุง

คุณสมพร บอกถึงเป้าหมายในอนาคตว่า ภาวะอ้วนนับเป็นปัญหาแรกๆ ที่

โรงพยาบาลต้องการดำเนินการจัดการอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเป็นภาวะที่ก่อโรค

มากมาย ที่สำคัญคนไม่ค่อยเห็นอันตรายมากนัก ดังนั้น การรณรงค์ให้คนเห็น

อันตรายจากภาวะอ้วนจึงต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และเป้าหมายในอนาคต

จะต้องการดึงบุคลากรภายในโรงพยาบาลทุกคนให้เข้าร่วมในการปฏิบัติแนวทางเพื่อ

ป้องกัน และลดภาวะอ้วนให้มากที่สุด

เพราะหากคนในองค์กรยังไม่เห็นความสำคัญก็เป็นเรื่องยากที่คน

ภายนอกจะให้ความสำคัญเช่นกัน

ชีวิตสดใสไร้พุง

ผมเข้าใจว่ามันเหนื่อย ลำบาก ยากที่จะออกกำลังกายทุกวัน หรือกิน

อาหารที่เราชอบน้อยลง ไปกินอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่รสชาติ

ไม่ถูกปากเราเลย แต่อยากให้ท่องไว้ในใจว่า ลำบากวันนี้ เพื่อความสบายในวัน

ข้างหน้า

..............กระทรวงสาธารณสุขพยายามที่จะให้มีการรณรงค์ต่อเนื่องเพื่อสุขภาพที่ดี

ของคนไทย โดยได้มอบหมายให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ ได้เร่งส่ง

เสริมความเข้าใจ และความรู้ในการดูแลรักษาสุขภาพของตัวเอง โดยเฉพาะกลุ่ม

ผู้สูงอายุให้มีสุขภาพแข็งแรง เพื่อที่จะได้ลดการเป็นภาระให้ลูกหลานในครอบครัว

ดูแลยามเจ็บป่วย ซึ่งรูปแบบกิจกรรมจะเน้นการออกกำลังกาย และกิจกรรมที่

ส่งเสริมให้ทานอาหารได้อย่างถูกต้องตามหลักโภชนาการ และการเรียนรู้ที่จะลด

ชนิดอาหารที่จะไปเร่งการเกิดโรคให้กับร่างกาย และเพิ่มชนิดอาหารที่สามารถลด

หรือบรรเทาอาการเจ็บป่วยได้

คุณวิชาญ มีนชัยนันท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าว

ถึงจุดมุ่งหมายหลักของโครงการคนไทยไร้พุงว่า ไม่ต้องการที่จะเห็นประชากรของ

ประเทศส่วนใหญ่ ต้องมาล้มหมอนนอนเสื่อโดยโรคที่ไม่ติดต่อ แต่เป็นโรคที่เกิดจาก

การไม่ดูแลตัวเองในเรื่องอาหารการกิน และขาดการออกกำลังกาย เราอยากจะเห็น

ต้นแบบไร้พุง ต้นแบบสุขภาพ

ที่กระทรวงสาธารณสุข

ชีวิตสดใสไร้พุง

ผู้สูงอายุสามารถอยู่ในสังคมได้โดยไม่ต้องพึ่งพาลูกหลานมากจนเกินไป ผู้สูงวัยเหล่านี้

ต้องแข็งแรงเพียงพอ เพื่อที่จะดูแลตัวเองได้

คุณวิชาญเอง ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่หันมาเอาใจใส่ต่อสุขภาพอย่างจริงจัง โดย

กิจกรรมที่ทำเป็นประจำคือ การออกกำลังกายโดยการว่ายน้ำ และเลือกกินอาหารที่

ดีมีประโยชน์ ประเภทผัก และผลไม้ โดยลดการบริโภคอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์

เนื่องจากมีไขมันสูง และย่อยยาก

แต่เขาก็ยอมรับว่ามันเป็นเรื่องยากเหมือนกันที่จะกินอาหารที่เหมาะสมกับ

สุขภาพทุกมื้อ เพราะบ่อยครั้งที่ถูกเชิญไปงานสังสรรค์ และกินอาหารมื้อค่ำที่อุดมไป

ด้วยไขมันจากเนื้อสัตว์ ทำให้ต้องเลือกที่จะกินอาหารมื้อนั้นให้น้อยลง เขาเล่าว่า

จะพยายามคุมน้ำหนักไม่ให้เกินปัจจุบันที่ 85 กิโลกรัม เพราะมันเหมาะสมกับ

เกณฑ์ความสูงของเขาอยู่แล้ว

คุณวิชาญ ยังย้ำให้คนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น เพื่อที่ว่าคุณภาพ

ชีวิตของคนไทยก็จะได้ดีขึ้นเช่นกัน

“ผมอยากให้กำลังใจคนที่กำลังลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพที่ดี ผมเข้าใจว่ามัน

เหนื่อย ลำบาก ยากที่จะออกกำลังกายทุกวัน หรือกินอาหารที่เราชอบน้อยลง

ไปกินอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่รสชาติไม่ถูกปากเราเลย แต่อยากให้ท่องไว้

ในใจว่า ลำบากวันนี้ เพื่อความสบายในวันข้างหน้า ถ้าท้อ หรืออยากเลิกทำขึ้นมา

ก็ให้นึกถึงคำที่ผมพูดไว้ มันจะเป็นกำลังใจให้คุณสู้ต่อไป จนประสบความสำเร็จ

ผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน”

ชีวิตสดใสไร้พุง

ถึงแม้ทางกระทรวงสาธารณสุขจะทุ่มเทความพยายามแค่ไหนให้คนไทย

ทุกคนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพกันให้มากกว่านี้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดนั้นขึ้นอยู่กับความ

ตระหนัก และรับรู้ของแต่ละบุคคล ซึ่งโครงการนี้แม้จะทุ่มเทงบประมาณมากมาย

เพียงใด ก็ไม่สามารถบรรลุถึงเป้าหมายที่วางไว้ ถ้าขาดความร่วมมือจากประชาชน

และภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน ช่วยกันเป็นฟันเฟืองที่สำคัญให้โครงการ

นี้ดำเนิน และอยู่ต่อไปได้

“ผมอยากเห็นคนเข้าโรงพยาบาลน้อยลง อยากเห็นคนชรามีสุขภาพแข็งแรง

และใช้วาระสุดท้ายของชีวิตอย่างเป็นสุขอยู่ที่บ้าน มากกว่าที่เขาเหล่านั้นจะมาใช้

วาระสุดท้ายของชีวิตที่โรงพยาบาลจากการเจ็บป่วยจากโรคที่ไม่ติดต่อเหล่านี้ นั่นก็

หมายความว่าโครงการนี้ยังคงต้องทำงานหนักต่อไป และคงจะหนักขึ้นเรื่อยๆ เพื่อ

เปลี่ยนวิถีชีวิต วิถีบริโภคของคนในสังคมยุคบริโภคนิยมเป็นกระแสหลัก”

อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า อัตราการเกิดโรค

ภาวะโภชนาการเกิน หรือโรคอ้วนนั้น กำลังกลายเป็นปัญหาสาธารณสุขที่หลาย

ประเทศ กำลังให้ความสำคัญในการแก้ปัญหา โดยในแต่ละปีมีความพยายามที่จะ

ลดจำนวนผู้ป่วยใหม่ให้มีจำนวนที่ลดลง แต่ดูเหมือนว่าการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ยัง

ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากคนมากมายทั่วโลกยังให้ความสนใจกับอาหาร

ที่มีไขมันสูงมากจากเนื้อหมู และเนื้อวัว หรืออาหารรสหวานจัด เป็นต้น

ถึงแม้ว่าประเทศไทยเองยังไม่มีกฎข้อบังคับให้ออกกำลังกายเพื่อลดความ

อ้วนนั้น แต่รัฐบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาดังกล่าวที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นใน

แต่ละปี โดยกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนให้ทุกภาค

ส่วนของสังคมตระหนัก และร่วมมือกันเพื่อให้คนไทยไร้พุง และปราศจากโรคที่มี

สาเหตุหลักมาจากการบริโภคอาหารผิดส่วน และขาดการออกกำลังกายที่ดี

ชีวิตสดใสไร้พุง

คุณวิชาญ ระบุว่า ข้อมูลล่าสุดของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า ในรอบ 5 ปี

ที่ผ่านมาคนไทยเจ็บป่วยด้วยโรควิถีชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว และมีแนวโน้มสูงขึ้น

เรื่อยๆ อาทิเช่น โรคหัวใจเพิ่มจาก 318 รายเป็น 682 รายต่อประชากรแสนคน

โรคเบาหวานจาก 278 เป็น 587 รายต่อประชากรแสนคน และโรคมะเร็ง 80 ราย

เป็น 124 รายต่อประชากรแสนคน

“เรามีปัญหาเรื่องของโรควิถีชีวิตคือโรคที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อโรค แต่

เป็นโรคที่มีพฤติกรรมการกินที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ส่งผลให้คนไทยมีภาวะ

น้ำหนักเกิน และอ้วนเพิ่มขึ้น ในรอบสิบปีที่ผ่านมา คนไทยอายุ 20-29 ปี มีภาวะ

โรคอ้วนเพิ่มจากร้อยละ 2.9 เป็นร้อยละ 21.7 หรือเพิ่มขึ้น 7.5 เท่า ในกลุ่มอายุ

40-49 ปี เพิ่มขึ้น 1.7 เท่า นอกจากนี้กรมอนามัยยังได้สำรวจกลุ่มประชากรเด็ก

ในปี 2544, 2545 และ 2546 พบว่าเด็กอนุบาลถึงเด็กประถม มีภาวะโภชนาการ

เกินร้อยละ 12.3, 12.8 และ 13.4 ตามลำดับ และถ้าเปรียบเทียบอันดับภาวะ

โภชนาการเกินในกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิก น่าตกใจว่าไทยเราถูกจัดอันดับอยู่ใน

ลำดับที่ 5 รองลงมาจากออสเตรเลีย, มองโกเลีย, วานูอาตู และฮ่องกง และคาดการณ์

กันว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้มีรูปร่างท้วมจนถึงระดับอ้วนถึง 10 ล้านคน” อดีต

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าว

ข้อมูลที่กล่าวมาเบื้องต้น ล้วนแสดงให้เห็นว่าประเทศเรากำลังประสบ

ปัญหาโรคอ้วนอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ งบประมาณจำนวนมหาศาลต้องถูกทุ่มลง

ไปเพื่อนำไปรักษาโรคที่มีต้นเหตุมาจากการกินอาหารที่ไม่ถูกส่วน และขาดการ

ออกกำลังกายที่ดี

คุณไชยา สะสมทรัพย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เคยคุย

เรื่องเดียวกันนี้ให้ฟังว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ

ชีวิตสดใสไร้พุง

ได้เร่งส่งเสริมความเข้าใจ และความรู้ในการดูแลรักษาสุขภาพของตัวเอง โดยเฉพาะ

กลุ่มผู้สูงอายุให้มีสุขภาพแข็งแรง เพื่อที่จะได้ลดการเป็นภาระให้ลูกหลานใน

ครอบครัวดูแลยามเจ็บป่วย ซึ่งรูปแบบกิจกรรมจะเน้นการออกกำลังกาย และ

กิจกรรมที่ส่งเสริมให้ทานอาหารได้อย่างถูกต้องตามหลักโภชนาการ และการเรียนรู้

ที่จะลดชนิดอาหารที่จะไปเร่งการเกิดโรคให้กับร่างกาย และเพิ่มชนิดอาหาร

ที่สามารถลด หรือบรรเทาอาการเจ็บป่วยได้

“เราไม่ต้องการที่จะเห็นประชากรของประเทศส่วนใหญ่ ต้องมาล้มหมอน

นอนเสื่อโดยโรคที่ไม่ติดต่อ แต่เป็นโรคที่เกิดจากการไม่ดูแลตัวเองในเรื่องอาหารการกิน

และขาดการออกกำลังกาย เราอยากจะเห็นผู้สูงอายุสามารถอยู่ในสังคมได้โดยไม่ต้อง

พึ่งพาลูกหลานมากจนเกินไป ผู้สูงวัยเหล่านี้ต้องแข็งแรงเพียงพอ เพื่อที่จะดูแลตัว

เองได้” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงจุดมุ่งหมายหลัก

ของโครงการคนไทยไร้พุง

โครงการนี้ค่อนข้างจะได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากเจ้ากระทรวงในขณะนั้น

เนื่องจากว่าคุณไชยาเองมีประสบการณ์โดยตรง และเรียนรู้ได

ลดหน้าท้องลดพุง "เพื่อหุ่นสวยสุขภาพดี"

เอวมีพุงคงไม่ดีต่อคุณผู้หญิงแน่ ๆ วันนี้เรามาลดหน้าท้องลดพุงเพื่อหุ่นสวยสุขภาพดีกันดีว่าค่ะ เพราะเวลาใส่ชุดเสื้อผ้าอะไรก็จะได้เกิดความั่นใจมากขึ้นและไม่ต้องอายใครเพราะไม่ต้องโดนล้อว่ามีพุงห้อย เมื่อคุณผู้หญิง ลดหน้าท้องลดพุง ได้แล้วนอกจากจะมีความมั่นใจมากขึ้นแล้วยังจะได้มีสุขภาพดีโรคอ้วนก็ไม่มาถามหาอีกด้วยค่ะ ว่าแล้วพร้อมที่จะเริ่ม ลดหน้าท้องลดพุง ไปกับเรากันแล้วรึยังค่ะถ้าพร้อมแล้วเริ่มกันเลย

ลดหน้าท้องลดพุง

รอบเอวที่มีมากหรือน้อยนั้นเกิดจากปริมาณไขมันในช่องท้องผลการศึกษาพบว่า เอวที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ 5 เซนติเมตร จะเปิดโอกาสให้คน ๆ นั้นเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้น 3-5 เท่า อันเป็นที่มาของโรคร้ายนานาชนิดทั้ง โรคหลอดเลือดหัวใจ ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดในสมองอุดตันหรือแตก โรคหัวใจ โรคที่ว่ามาล้วนแต่เป็นตัวการที่คร่าชีวิตมีการคาดการณ์ว่าในปี 2563 จะมีผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวมากถึง 25 ล้านคน ที่สำคัญยังมีการพบว่า ผู้ป่วยจะมีแนวโน้มที่อายุน้อยลงเรื่อย ๆ

ต้นเหตุสำคัญเกิดจากพฤติกรรมที่คุ้นชินกับการนั่ง ๆ นอน ๆ ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย ขาดการออกกำลังกาย กินผักผลไม้น้อย แต่กินอาหารที่มากไปด้วยพลังงานและไขมันมากพฤติกรรมที่ว่า จึงทำให้โรคอ้วนถามหา

ยิ่งอ้วนมากเท่าไรน้ำหนักเกินเท่าไรยิ่งจะทำให้หัวใจที่ทำหน้าที่นำเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายทำงานหนักมากขึ้นเท่านั้น มีผลทำให้หลอดเลือดเกิดความผิดปกติเป็นต้นเหตุของโรคอื่น ๆ มากมาย

ส่วนการวัดรอบเอวนั้นจะต้องยืนวัดในส่วนที่แคบที่สุดของลำตัวหรือกึ่งกลางระหว่างซี่โครงซี่สุดท้ายกับกระดูกสะโพกด้านหน้า สายจะต้องไม่หย่อนหรือแน่นเกินไป อย่าลืมผู้หญิงต้องไม่เกิน 80 เซนติเมตร หรือ 32 นิ้ว ส่วนผู้ชายต้องไม่เกิน 90 เซนติเมตร หรือ 36 นิ้ว ถ้าใครเกินไม่ว่าจะมากหรือน้อยควรเร่งคุมน้ำหนักและลดขนาดรอบเอวโดยด่วน

วิธีลดหน้าท้องลดพุง

ส่วนวิธีการที่จะควบคุมรอบเอวไม่ให้พุ่งกระฉูดนักโภชนาการแนะว่า ต้อง "กินให้เป็น" ควบคุมปริมาณอาหารให้พอเหมาะ ลดข้าว แป้ง น้ำตาล ไขมัน เพิ่มโปรตีนจากธรรมชาติที่ยังไม่ผ่านการแปรรูปอย่างเต้าหู้ ถั่ว งาและธัญพืชต่าง ๆ ผัก ผลไม้หลากสีที่ไม่หวานมาก เลี่ยงอาหารมันจัด หวานจัด และเค็มจัด ประเภท ขนมปัง เค้ก คุกกี้ มันฝรั่งทอด โรตี เป็นต้น

อีกวิธีหนึ่งคือ ให้ยึดมื้อเช้าเป็นมื้อหลักแต่ละมื้อควรกินแค่พออิ่ม มื้อเย็นควรกินให้ห่างจากเวลานอนไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมง เพื่อให้ระบบการย่อยทำงานได้เต็มที่และระบบการทำงานอื่น ๆ มีเวลาได้พักผ่อน

ท้ายที่สุด อย่าลืมออกกำลังกายลดพุงด้วยอาทิตย์ละ 3 วัน ครั้งละ ไม่ต่ำกว่า 30 นาที

ไม่ว่าใครจะใช้วิธีการใดเพียงแค่คุณทำน้ำหนักให้ลดลงได้ 5-10% นั่นเท่ากับว่าไขมันในช่องท้อง จะหายไปไม่ต่ำกว่า 30% เลยทีเดียว

รู้อย่างนี้แล้ว อย่ารั้งรอ...เริ่มปฏิบัติการลดหุ่น...โดยพลัน!!

อาหารลดพุง "ไร้กังวลเรื่องน้ำหนัก"

ใครมีพุงกันบ้างเอ่ย...ใครอยากลดพุงอย่างได้ผลกันบ้างน๊า...วันนี้เรามีอาหารลดพุงไร้กังวลเรื่องน้ำหนักตัวมาฝากกันค่ะ และอาหารที่เรากำลังจะแนะนำกันวันนี้เป็น 4 อาหาร ที่จะช่วยสลายไขมันหน้าท้องหรือพุงของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก ๆ เลยล่ะค่ะ แล้วเมื่อคุณได้ลอง 4 อาหาร ของเราเข้าไปแล้วจะไร้กังวลเรื่องห่วงยางน้อยที่ค่อยติดแหงกเป็นเพื่อนคู่คุณอยู่นั่นแหละไม่ยอมไปไหนซะที ต่อไปเค้าคงจะไม่มากวนใจคุณ ๆ อีกแล้วล่ะค่ะ ก็คุณมีตัวช่วยกันแล้วนี่ค่ะ นั้นเรามาดู 4 อาหาร ที่จะช่วยคุณ ๆ กันดีกว่าค่ะ

4 อาหารลดพุง

อาหารลดพุง 1. อะโวคาโด อะโวคาโดอุดมไปด้วยสารเบตาซิสโตสเตอรอลซึ่งช่วยในการดูดซึมคอเลสเตอรอลมีเส้นใยอาหารทั้งชนิดที่ละลายน้ำ ซึ่งช่วยขจัดคอเลสเตอรอลส่วนเกินออกจากร่างกายและชนิดที่ไม่ละลายน้ำซึ่งช่วยป้องกันอาการท้องผูกปริมาณแนะนำต่อวัน 1/4 ถ้วย

อาหารลดพุง 2. บรอกโคลี่ นักวิจัยระบุว่าสารอาหารอย่างแคลเซียมช่วยให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรีที่จะสะสมไว้เป็นไขมันส่วนเกินได้ และบร็อกโคลี่ก็มีดีที่เป็นแหล่งแคลเซียมซึ่งไม่มีไขมันปริมาณแนะนำ 1 1/2 ถึง 2 ถ้วย

อาหารลดพุง 3. ถั่วและเมล็ดพืชต่าง ๆ มีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนมีส่วนช่วยควบคุมน้ำหนักได้ โดยเฉพาะถั่วเปลือกแข็งและเมล็ดพืชต่าง ๆ เช่น อัลมอนด์ มะม่วงหิมพานต์ ถั่วลิสง เมล็ดดอกทานตะวัน เมล็ดฟักทอง พิสทาชิโอ ปริมาณแนะนำต่อวัน 2 ช้อนโต๊ะ

อาหารลดพุง 4. น้ำมัน เลือกกินน้ำมันที่มีประโยชน์ช่วยลดน้ำหนักได้ น้ำมันพืชต่าง ๆ เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันชา น้ำมันถั่วเหลือง ปริมาณแนะนำต่อวัน: 1 ช้อนโต๊ะ

นอกจากดูแลเรื่องอาหารการกินแล้วก็ต้องออกกำลังกายเป็นประจำด้วยนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ชีวจิต

วิธีลดพุงแบบเห็นผล

สาว ๆ ที่กังวลใจว่าจะใส่ชุดไหนก็ไม่สวย เพราะพุงน้อย ๆ จะโผล่ออกมาโดยไม่ได้รับเชิญก็ไม่ต้องกลุ้มใจไปค่ะ เพราะวันนี้กระปุกดอทคอมรวบรวม วิธีลดหน้าท้อง หรือ วิธีลดพุง หลากหลายวิธีมาบอกกันไปดูกันเลย

วิธีลดพุงแบบที่ 1.(ใช้ฟิตเนสบอลเป็นตัวช่วย)

การนั่งบนลูกบอลฟิตเนสลูกโต ๆ แม้จะลำบากเอาการกว่าจะทรงตัวบนลูกบอลได้ แต่ลำบากอย่างนี้แหละค่ะ จะช่วยให้เราเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณท้อง(ลดพุง)ไปโดยอัตโนมัติ เพราะฉะนั้น เวลาที่คุณสาว ๆ นั่งดูทีวี ก็ลองเปลี่ยนเก้าอี้มาเป็นลูกบอลฟิตเนสดูดีกว่า รับรองว่าลดพุงได้แน่นอน ถ้าจะให้เห็นผลยิ่งขึ้น ลองหลับตาด้วยขณะทรงตัวบนลูกบอล เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อทำงานหนักขึ้นในการรักษาความสมดุลนั่นเอง

วิธีลดพุงแบบที่ 2.(เล่นโยคะ)

การเล่นโยคะนอกจากจะช่วยให้ร่างกายสมดุล มีสุขภาพดีแล้ว บางท่าของโยคะยังสามารถลดพุงได้ด้วย โดยขั้นแรกให้นอนหงาย มือประสานกันใต้ศีรษะ วางเท้าชิด จากนั้หายใจเข้า หายใจออก ยกลำตัว ยกขาซ้ายขึ้น 45 องศา ขาตรง ไม่งอเข่า เกร็งหน้าท้อง ไม่กลั้นหายใจ ค้างไว้ แล้วหายใจเข้า-ออก 5–10 วินาทีก่อนวางขาลง จากนั้นให้ทำสลับกับขาขวาเช่นเดียวกัน ทำซ้ำไปมา 2-3 ครั้ง แล้วให้หายใจเข้า หายใจออก ยกทั้งสองขาและลำตัวค้างไว้ หายใจเข้าออก 10 วินาที แล้วลดลง

วิธีลดพุงแบบที่ 3.(มาเต้นกันดีกว่า)

ทราบไหมคะว่า การเต้นหนึ่งชั่วโมงจะสามารถเผาผลาญได้ถึง 400 แคลอรี่ แถมยังจะช่วยให้คุณสาว ๆ มีเชฟเป็นทรวดเป็นทรงมากขึ้นด้วย หรือใครอยากลดพุงจริง ๆ ก็หัดเต้น Belly Dance ไปเลยค่ะ

วิธีลดพุงแบบที่ 4.(แขม่วหน้าท้อง)

แขม่วท้องเป็นการออกกำลังกายง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ตลอดเวลา แถมยังช่วยบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง ช่วยให้ร่างกายใช้พลังงานตลอดเวลาด้วย ลองแขม่วท้องให้ติดเป็นนิสัยดูสิ รับรองว่ากล้ามเนื้อจะกระชับขึ้น แถมยังช่วยให้ขับถ่ายสะดวกขึ้นด้วยล่ะ

วิธีลดพุงแบบที่ 5.(ซิทอัพ+ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ)

หลายคนเข้าใจว่า การซิทอัพจะช่วยให้หน้าท้องแบนเรียบ แต่จริง ๆ แล้ว การซิทอัพแค่ช่วยสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องเท่านั้นเองค่ะ แต่ไขมันยังคงอยู่ เพราะฉะนั้น ควรซิทอัพผสมกับการออกกำลังแบบคาร์ดิโอ เช่น วิ่งจ้อกกิ้ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 3 วันต่อสัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายได้เผาผลาญไขมันออกไป

วิธีลดพุงแบบที่ 6.(นอนให้เร็วขึ้น)

รู้ไหมคะว่า การเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำไม่ให้เกิน 4 ทุ่ม จะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่ช่วยเผาผลาญพลังงานออกมา เป็นวิธีที่จะช่วยกำจัดไขมันส่วนเกินออกได้อย่างง่ายดาย และถ้าจะให้ดี ควรนอนหลับให้ได้ไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมงต่อวันด้วยล่ะ

วิธีลดพุงที่ได้ผลดีที่สุด

ใครที่เป็นโรคห่วงยางเกินขนาด (พุงนั่นเอง) ปรึกษาใครก็ไม่ได้ผลมาลองวิธีนี้กันดีมั้ย

1. ลดพุงโดยลดปริมาณไขมัน ที่ทานเข้าไปในแต่ละวัน ประเภท ข้าวขาหมู ไอศกรีม เค้ก หรือแม้แต่น้ำอัดลม หันมาทานอาหารที่มีไขมันน้อย หรือ ไม่มีไขมันเลยได้แก่ เนื้อไก่บริเวณหน้าอก เนื้อปลา ผักต่างๆ ส่วนมื้อเย็นให้ทานข้าวให้น้อยที่สุด ถ้าเปลี่ยนเป็นทานสลัดผักจ่างๆจะดีมาก

2. ลดพุงโดยเลือกวิธีออกกำลังกาย ที่เหมาะสม อย่างคุณถ้าน้ำหนักมากๆจะให้ไปวิ่งคงล้มกลิ้งไปก่อน ลองไปฟิตเนสในศูนย์กีฬาต่างๆที่มีบริการฟรี บางคนบอกแหมชั้นทำงานทั้งวันยังให้ไปออกกำลังกายอีกเหรอ ก็ถ้าอยากลดน้ำหนักก็ต้องอดทนกันบ้าง

การซิตอัพไม่ได้ช่วยให้พุงหายได้หรอกนะ แค่เพิ่มกล้ามเนื้อหน้าท้องให้ชัดขึ้นแต่ถ้าคุณทานเข้าไปทุกวันเพิ่มขึ้น เรื่อยๆจะเห็นกล้ามเนื้อได้ยังไง วิธีที่ช่วยลดไขมันสะสมได้ดีที่สุดคือ

การวิ่งล่ะดีมั้ย ถ้าคุณไม่เคยวิ่งมาก่อนเลยในชีวิต อย่าเพิ่งลุกขึ้นไปวิ่งในเย็นวันนี้หลังจากอ่านบทความชิ้นนี้จบ คุณอาจะเผชิญกับความเจ็บปวดและท้อถอย ให้เปลี่ยนเป็นเดินเร็วเหมือนคุณกำลังเดินตามใคร (ใครนะไม่ใช่ควาย) อ้อ อย่าลืมวอร์มอัพก่อนออกกำลังกายทุกครั้ง และ คูลดาวน์หลังออกกำลังกายเสร็จอย่างน้อย 5-10 นาทีเพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ

การเล่นเวท ใช่แล้วการเล่นเวทเป็นการเผาผลาญไขมันได้ดีที่สุด ลองไปหาซื้อดัมเบลสัก 1 โลครึ่ง สำหรับผู้หญิงและ 5-10 โล สำหรับผู้ชายมาลองบริหารตามท่าทางต่างๆดู หลายคนกลัวว่ากล้ามจะขึ้นแขนจะโปง่ไม่สวยงาม ไม่ต้องไปกังวลหรอกจ้ะ เพราะการยกเวทที่จะให้กล้ามขนาดนั้นต้องยกกันหลายๆปีและต้องทานเข้าไปมากๆ อีกด้วย

เผื่ออะไร? เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวหนังบริเวณที่เราลดห้อยย้อยจนน่าเกลียดเวลาที่ไขมันเราหายจากหน้าท้องหรือส่วนต่างๆไป

3. ลดพุงโดยเข้านอนให้ไวขึ้น อย่าให้เกินสี่ทุ่มในแต่ละวัน หรือช้าสุดไม่ควรเกินเที่ยงคืน เพราะร่างกายจะได้มีเวลาย่อยไขมันส่วนที่สะสมในร่างกาย

แค่เพียงวิธีลดพุงสามข้อง่ายๆ รับรองภายในไม่กี่เดื่อนคุณจะกลับมามีรูปร่างที่สมส่วนขึ้น

วิธีลดน่องโดยการกระโดดเชือก

วิธีลดน่องโดยการกระโดดเชือกด้วยเทคนิคที่ถูกต้องจะช่วยลดแรงกระแทกลงได้มากไม่เกิดอันตรายต่อเข่าหรือทำให้เข่าเสื่อมเข่าพังอย่างที่หลายคนเคยได้ยินกันมา วิธีลดน่องโดยการกระโดดเชือกที่ถูกวิธีคือกระโดดเพียงแค่ต่ำ ๆ สูงจากพื้นไม่เกิน 1-2 นิ้ว โดยที่จะใช้ข้อเท้ากล้ามเนื้อน่องรวมถึงการงอเข่าเล็กน้อยช่วยในการดูดซับแรงกระแทกลงได้อีกส่วนหนึ่งซึ่งแรงกระแทกที่เกิดขึ้นยังน้อยกว่าการวิ่งอีกด้วยการกระโดดแบบผิด ๆ ด้วยการกระโดดสูงเกินไปต่างหากที่มีโอกาสทำให้เข่าพังได้จากแรงกระแทกที่สูงเกินไปวิธีลดน่องโดยการกระโดดเชือกให้ถูกวิธี เริ่มต้นด้วยการเลือกเชือกที่นำมาใช้กระโดดควรซื้อเชือกแบบ Speed Rope คือเชือกกระโดดที่ทำจากพลาสติก PVC เส้นเล็ก ๆ ควรหลีกเลี่ยงเชือกที่เป็นผ้าและเชือกที่มีการถ่วงน้ำหนัก ทั้งแบบที่เป็นท่อยางใหญ่ ๆหนัก ๆ และแบบที่ถ่วงน้ำหนักที่ด้ามจับ ต่อมาให้ปรับความยาวเชือกให้พอดีกับส่วนสูงของเราโดยการยืนเหยียบกึ่งกลางเชือกดึงเชือกขึ้นมาจนตึงความยาวของเชือกที่เหมาะสมปลายด้ามจับจะต้องเสมอกับรักแร้พอดีดังนั้นจึงต้องเลือกเชือกที่ยาว ๆ ไว้ก่อนเพราะสามารถปรับให้สั้นลงได้โดยเฉพาะแบบที่ด้ามจับเป็นพลาสติกมักจะปรับความยาวเชือกจากด้ามได้แต่ถ้าด้ามเป็นไม้ถึงจะปรับไม่ได้ก็ยังสามารถผูกปมด้านที่ใกล้กับด้ามจับให้เชือกสั้นลงได้แต่ถ้าเชือกที่ซื้อมาสั้นเกินไปจะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เลยนอกจากซื้อเส้นใหม่ที่ยาวกว่าเดิม ความยาวของเชือกมีผลต่อการกระโดดค่อนข้างมากเชือกที่ยาวหรือสั้นเกินไปจะกระโดดให้เข้าจังหวะได้ยากเชือกจะติดบ่อยไม่สามารถทำการกระโดดต่อเนื่องได้ การกระโดดเชือกต้องสวมรองเท้ากีฬาด้วยเสมอเพื่อลดแรงกระแทกอีกทางหนึ่งห้ามกระโดดเท้าเปล่าเด็ดขาด รองเท้าที่เหมาะสมสำหรับกระโดดเชือกได้แก่ รองเท้ากีฬาอินดอร์ รองเท้าครอสเทรนนิ่ง รองเท้าแอโรบิคและรองเท้าวิ่งท่ากระโดดเชือกเบสิคที่ถูกต้องมีดังนี้ยืนตัวตรงหลังตรงตามองไปข้างหน้าเปิดส้นเท้าเล็กน้อยลงน้ำหนักที่ตำแหน่งจมูกเท้าและงอเข่าด้วยเล็กน้อยข้อศอกชิดลำตัวใช้เฉพาะข้อมือในการหมุนเชือกกระโดดด้วยเท้าคู่หรือสลับเท้าเพียงแค่ต่ำ ๆ พอให้เชือกลอดผ่านได้สูงจากพื้นไม่เกิน 1-2 นิ้ว คงไม่ยากเกินไปสำหรับวิธีลดน่องโดยการกระโดดเชือกแบบถูกวิธีและไม่เสี่ยงเข่าพังด้วย

วิธีลดน้ำหนักแบบธรรมชาติ

1.ไม่กินข้าวมื้อเย็น วิธีนี้เหมาะจะเป็นบันไดขั้นแรกสู่สูตรต่อๆ ไป โดยในมื้อเช้าและกลางวันสามารถกินได้ตามปกติ เฉพาะมื้อเย็นเท่านั้นที่กินอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ข้าว อาจจะหาจานเปล่ามา 1 ใบ ใส่ผักสดให้เต็มจาน แล้วกินกับกับข้าวไทยๆ อาทิ น้ำพริกปลาทู แกงส้ม แกงเลียง ยำ ลาบ งดกับข้าวมันๆ เช่นผัดผักมันๆ ของทอด และแกงกะทิ

2.เลือก 1 วันในสัปดาห์สำหรับงดเนื้อสัตว์ ไขมัน ข้าว แล้วกินแต่ผลไม้อย่างเดียวทั้งวัน เช่น มะละกอสุก

3.เปลี่ยนจากการกินเนื้อผลไม้มาเป็นการดื่มน้ำผลไม้วันละชนิด ติดต่อกัน 3 วัน4.อดเพื่อสุขภาพ 10 วัน โดยเริ่มจาก 2 วันแรกกินผลไม้ ต่อจากนั้นอีก 7 วันกินผักและผลไม้สดชนิดต่างๆ จนครบ 10 วัน ซึ่งใน 10 วันนี้ถ้าทำอย่างเข้มงวด น้ำหนักจะหายไปประมาณ 3-4 กิโลกรัม5.กินเนื้อกับผัก โลว์-คาร์บ(Low-Carb) คือกินได้ทุกอย่าง โดยไม่แตะคาร์โบไฮเดรตซึ่งรวมทั้งแป้ง ข้าว และผลไม้ให้น้อยที่สุดและกินผักปริมาณ 2 เท่าของเนื้อตามสูตรนี้แม้ว่าการที่ร่างกายไม่ได้รับพลังงานหลักจากคาร์โบไฮเดรตตามปกติ แต่ส่วนหนึ่งของพลังงานสำรองอาจเป็นโปรตีนจากกล้ามเนื้อ การกินเนื้อกับผักนานๆ จึงอาจส่งผลให้คุณผอมแบบกล้ามเนื้อหย่อนคล้อย จึงจำเป็นต้องรักษามวลกล้ามเนื้อไว้ด้วยการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนไขมันเป็นกล้ามเนื้อได้ นอกจากนี้หากบริหารความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน อย่างการยกเวทไปพร้อมกันด้วย ก็จะช่วยเพิ่มขนาดกล้ามเนื้อให้สวยงามและดูดียิ่งขึ้นด้วยนะคะ

เขียนโดย THAIMAN

กินแป้งยังไงถึง..ไม่อ้วน

วิธีการที่จะทำให้การกินแป้งไม่อ้วนมี 2 วิธีคือ

(1) การเลือกกินแป้งและน้ำตาล ที่มีดัชนี ไกลซีมิก ต่ำ - ดัชนีนี้เป็นตัววัดว่า อาหารพวกแป้งและน้ำตาลนี้จะมีผลต่อระดับของกลูโคสในเลือดอย่างไร หากมีค่าไกลซีมิกสูงเท่าไร ระดับกลูโคสในเลือดก็เพิ่มขึ้นเร็วเท่านั้นโดยปกติ กลูโคสจะถือว่ามีค่าไกลซีมิกอยู่ที่ 100 ส่วนแป้งและน้ำตาลอื่นๆก็มีค่าน้อยลงลดหลั่นลงมา หากอาหารที่มีค่าไกลซีมิกต่ำกว่า 55 ถือว่ามีค่าไกลซีมิกต่ำ ส่วนระดับ 55-70 จัดว่ามีค่าอยู่ขั้นปานกลาง และระดับที่สูงกว่า 70 จัดอยู่ในขั้นสูงดังนั้น หากไม่อยากให้เกิดระดับกลูโคสในเลือดสูงเกินไป ก็เลือกกินแป้งและน้ำตาลที่มีค่าไกลซีมิกต่ำนั้นเอง>> แป้งและน้ำตาล ที่มีค่าไกลซีมิกสูง เช่น ขนมปัง (แม้แต่โฮลวีทที่มีวิตามินเยอะก็สูง) วัฟเฟิล แครกเกอร์ ข้าวขัดขาว มันฝรั่ง ไม่ว่าจะเป็น เฟรนฟราย หรือ อบ>> แป้งและน้ำตาล ที่มีค่าไกลซีมิกต่ำๆ เช่น พวกแป้งและน้ำตาลที่อยู่ในถั่วโดยส่วนใหญ่ น้ำตาลในผลไม้ ข้าวซ้อมมือ พาสต้า หรือ สปาเก็ตตี้ ปัญหาหลักของการทานดัชนีไกลซีมิกสูงๆ คือ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการฟอกสีและกระบวนการผลิตที่ทำให้อาหารที่มีค่าไกลซีมิกต่ำกลายเป็นอาหารที่มีค่าไกลซีมิกสูง อย่างพวกแป้งขัดขาวที่นำมาทำเป็นขนมปัง ดังนั้นไม่ถึงกับต้องงดหรือลดการทานแป้งและน้ำตาลคะแต่ให้เลือกพวกที่มีค่าไกลซีมิกต่ำเป็นหลัก

(2) การออกกำลังกาย - การออกกำลังกายนี้จะไปกระตุ้นตับอ่อนให้ผลิตฮอร์โมนอีกชนิดหนึ่งคือ กลูคากอน มันมีหน้าที่ในการรักษาระดับของกลูโคสในเลือดไม่ให้ต่ำเกินไป โดยการสลายไกลโครเจนที่สะสมไว้เป็นกลูโคส รวมไปถึงการเอาไขมันที่สะสมมาใช้ด้วยซึ่งเป็นเหตุผลที่ว่าออกกำลังกายจึงทำให้คนเราผอมลง ดังนั้นอย่ากลัวแป้งและน้ำตาลมากจนเกินเหตุนะคะ แต่ให้เราเลือกการรับประทาน และออกกำลังกายไปด้วย น้ำหนักก็ลดลงได้คะ

เขียนโดย THAIMAN

โยโย่ แอฟเฟค

คนที่เกิดอาการ โยโย แอฟเฟคนี้ โอกาสที่จะเกิดโรคภัยไข้เจ็บก็จะง่ายกว่าคนที่น้ำหนักคงที่ วิธีแก้ไขโยโย่เอฟเฟคทำได้โดยการออกกำลังกาย และ ควบคุมอาหาร เพราะการออกกำลังกายนี้จะช่วยลดผลร้ายที่มีต่อระบบภูมิคุ้มกัน ที่เกิดจากการที่มีน้ำหนักที่ลดลง และทำให้น้ำหนักตัวคงที่ด้วย หากคุณคนไหนที่คิดจะกินยาลดความอ้วนโดยการกินยาลดความอ้วนว่าคุณจะต้องคิดไว้เสมอว่าเอาสุขวันนี้ แล้วจะมานั่งทุกข์ในวันข้างหน้าหรือ?สำหรับคนที่เจอ โยโย แอฟเฟค เข้าแล้ว สิ่งที่ต้องจำไว้ให้ดี คือ อย่าหวนคืนไปผิดเป็นครั้งที่สอง ที่สาม ที่สี่ ทางที่ถูกคือ หันมากินแบบเพื่อสุขภาพ และออกกำลังกายสม่ำเสมอคะ ถึงแม้ว่าร่างกายจะต้องใช้เวลาปรับตัวจาก โยโย แอฟเฟค บ้างแต่ให้ใจเย็นๆ คุณควรทานให้ครบทุกมื้อ ออกกำลังกายสม่ำเสมอและเมื่อเกิดโยโย แอฟเฟค อย่าพยายามลดครั้งใหม่โดยการกินอาหารแคลอรีต่ำๆอีกนะคะ

เขียนโดย THAIMAN

วิธีแก้ผิวแตกลายจากการลดอ้วน

สาวๆที่เคยอ้วน หรือเคยลดน้ำหนักบางคนมักจะมีปัญหาเกี่ยวกับผิวแตกและลาย ซึ่งส่วนใหญ่มักพบว่าเกิดจากน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วไม่ได้เกิดจากผอมแล้วอ้วนอย่างรวดเร็ว ซึ่งหากจะป้องกันผิวแตกลายก็อาจทำได้โดยลดความอ้วนโดยที่ไม่ได้ทำให้ เนื้อเยื่อมีความยืดหยุ่นมากก่อน เช่น การออกกำลังบริหารกล้ามเนื้อก็จะช่วยแก้ปัญหาที่จะเกิดนี้ได้ เพราะเมื่อคุณผอม กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันจะหดตัวลงตามไม่ทัน ทำให้ มีรอยเหี่่ยวและแตกลายแตกเป็นริ้วๆขึ้น ซึ่งมักจะเจอบ่อยในบริเวณ ผิวสะโพก น่อง หน้าท้อง และเต้านม ปัญหานี้จะไม่เป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับคนผิวขาว แต่ในคนผิวคล้ำหรือผิวสองสี จะเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้กังวลใจมาก วิธีที่จะช่วยทำให้ดีขึ้นคือ คุณต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ความชุ่มชื่นกับผิวทาเพื่อบำรุงผิวในจุดนั้นๆคะ

เขียนโดย THAIMAN

การรู้จักกินและดื่มเพื่อหุ่นสวย

การลดน้ำหนักที่ดีก็คือ การควบคุมอาหารที่จะใส่ปากใส่ท้อง และรวมไปถึงเครื่องดื่มต่างๆให้อยู่ในปริมาณที่พอเหมาะและจะต้องมีประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย ลองตรวจสอบกันดูสิว่า เรารับประทานอาหารและเครื่องดื่มกันถูกต้องเหมาะสมกันหรือไม่

1. งดกินของทอด อาหารจำพวกทอดๆ ได้แก่ ไก่ทอด ลูกชิ้นทอด มันฝรั่งทอด และยังมีอีกหลากหลายเมนูทอดทั้งหลายที่ล้วนอุดมไปด้วยไขมัน ขอให้งดกินเด็ดขาด นอกจากจะจับตัวเป็นชั้นไขมันตามร่างกายแล้วยังก่อให้เกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือด เกิดโรคภัยไข้เจ็บตามมาอีกมากมายอย่าลังเลที่จะงดกินของเหล่านี้กันเลย

2. เลิกกินกาแฟกับขนมปังมื้อเช้า มื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด ร่างกายควรจะได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนมีประโยชน์มากกว่ากาแฟหนึ่งแก้วและขนมหนึ่งแผ่นเท่านั้น เปลี่ยนเป็นนมกับซีเรียล โจ๊กสักชาม หรือข้าวกับแกงจืดก็ยังได้ เพราะอาหารมื้อเช้าจะถูกนำไปใช้เป็นพลังในการทำงานระหว่างวันมากกว่ามื้ออื่น

3. กินผักผลไม้ให้ได้ทุกมื้อ ถ้าเป็นเป็นไปได้ควรกินผักและผลไม้สดๆให้ได้ครบทุกมื้อ เพราะผักและผลไม้มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย อุดมไปด้วยสารอาหารและใยอาหารที่ช่วยในการขับถ่าย อายุก็ยืนยาวและไม่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักส่วนเกินอีกด้วย

4. ดื่มน้ำผักผลไม้ หากว่าการหาโอกาสกินผักผลไม้สดๆเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะการกินให้ได้ทุกมื้อและในจำนวนปริมาณที่มากๆ วิธีหนึ่งที่เป็นทางแก้ก็คือการดื่มน้ำผักผลไม้แทน โดยหาเครื่องสกัดน้ำผักผลไม้มาสกัดน้ำดื่ม จะได้ประโยชน์มากทีเดียวเพราะร่างกายจะดูดซึมสารอาหารไปใช้ได้เร็วกว่าการรับประทานผักผลไม้สดๆ ถ้าไม่มีเครื่องสกัดน้ำผลไม้ เครื่องปั่นธรรมดาก็พอที่จะทำได้ หั่นเป็นชิ้นเล็กๆใส่น้ำผสมเข้าไป ปั่นแล้วกรองเอาแต่น้ำดื่ม แต่มีข้อยกเว้นว่าต้องไม่เป็นผลไม้ที่มีรสหวานจัด เพราะสามารถทำให้อ้วนได้เหมือนกัน

5. งดดื่มน้ำอัดลมโดยเด็ดขาด น้ำหวานน้ำอัดลมไม่จำเป็นจริงๆก็ขอให้งดดื่มโดยเด็ดขาดเพราะน้ำอีดลมประกอบไปด้วยน้ำตาลเป็นส่วนใหญ่ แล้วน้ำตาลส่วนเกินที่ได้รับจากการดื่มน้ำอัดลมก็จะไปสะสมในร่างกาย ทำให้อ้วนและกลายเป็นโรคเบาหวานในที่สุด

6. ลดปริมาณอาหารแต่ละมื้อ ขอย้ำว่าให้ลดปริมาณอาหารที่รับประทานแต่ละมื้อ เคยกิน 2 จาน ก็ให้เหลือ 1 จาน เคยกินจานโตๆ ก็ลดมาเหลือครึ่งจาน ไม่ใช่ให้อดอาหาร การอดอาหารจะทำให้ร่างกายอ่อนแอขาดภูมิต้านทาน และเมื่อกินมื้อต่อไป ร่างกายจะทำการสะสมเป็นไขมันเพื่อชดเชยมื้อที่อด 7. อย่าปล่อยให้หิวมากเกินไป การปล่อยให้มีความรู้สึกหิวจนท้องไส้กิ่ว บิดไปบิดมา ไม่ว่าจะเป็นเพราะยอมอดเพื่อความผอมหรือไม่ได้อด แต่รู้สึกหิวจริงๆ ละก็ อย่าปล่อยให้รู้สึกหิวจนทรมานอย่างนั้น หาอะไรเป็นของว่างประเภทผลไม้ไม่มีรสหวานก็ได้ กินพอระงับความหิว เพราะถ้าปล่อยให้ตัวเองหิวจัดมากๆ พอถึงเวลากินอาหารแล้วจะกินมากกว่าเดิมเป็น 2-3 เท่าเชียว

8. เคี้ยวอาหารให้ละเอียดอย่างช้าๆ คนที่กินอาหารด้วยความรวดเร็วจนเหมือนว่าไม่ได้เคี้ยวอาหารเลยสักนิด นอกจากจะทำให้กระเพาะทำงานหนักในการย่อยอาหารแล้ว ยังทำให้ท้องอืดและกินอาหารได้มากกว่าปกติ เพราะยิ่งกินเร็วก็เหมือนว่ากินได้น้อยและไม่อิ่มเสียที กว่าจะรู้สึกอิ่มก็แน่นท้องเสียแล้ว โดยปกติเราจะรับรู้ว่าอิ่มก็ใช้เวลาประมาณ 20 นาที กว่ากระเพาะจะส่งสัญญาณให้รับรู้ว่าอิ่ม คนที่กินเร็วๆ จึงมีโอกาสกินมากเกินความต้องการของร่างกาย

9. ดื่มน้ำก่อนกินอาหาร ดื่มน้ำสัก 2 แก้วก่อนรับประทานอาหารไม่เกิน 30 นาที เพราะเมื่อมีน้ำอยู่ในกระเพาะ จะช่วยทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น แม้ว่าอยากกินก็กินต่อไม่ไหว

10. เลี่ยงการกินไขมันแต่ไม่ใช่งดกิน ไขมันมีทั้งประเภทไขมันแบบดีเป็นประโยชน์แก่ร่างกาย และแบบไม่ดีไม่เป็นประโยชน์แก่ร่างกาย เราจึงไม่ควรจะงดกินไขมันไปเสียทุกประเภท อะไรบ้างที่เป็นไขมันแบบดี ก็คือไขมันที่ได้จากปลา จากพืช เพราะไขมันเหล่านี้เป็นไขมันไม่อิ่มตัว จะไปช่วยลดการสะสมของไขมันที่จะไปอุดตันเส้นเลือด แล้วเจ้าไขมันแบบที่ไม่ดีล่ะ ก็คือ ไขมันจากสัตว์ กินเข้าไปมากๆ ก็จะสะสมก่อให้เกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือด ดังนั้นจึงควรเน้นกินไขมันประเภทไขมันแบบดีมีประโยชน์ให้มาก

11. กินมังสวิรัติ ถ้าเป็นไปได้ลองกินอาการมังสวิรัติเป็นประจำก็จะดีมีประโยชน์ เพราะเมนูอาหารจะเป็นผักเสียส่วนใหญ่ แต่ก็ต้องระวังอย่ากินแป้งมากเกินไป เลี่ยงอาหารจำพวกผัดๆ ทอดๆ ที่มันมากเกินแล้วก็อย่าลืมกินโปรตีนจากถั่วแทนเนื้อสัตว์ด้วยละ12. ดื่มนมพร่องมันเนย หากว่าดื่มนมเป็นประจำก็สามารถดื่มได้ แต่ให้เลี่ยงเป็นนมพร่องมันเนยแทน จะได้ไม่อ้วน เพราะร่างกายของเราเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว ไขมันจากนมจึงไม่จำเป็นมากนัก

เขียนโดย THAIMAN

วิธีลดน้ำหนัก ลดอ้วน

วันนี้ขอเสนอวิธีลดน้ำหนักที่สามารถนำมาใช้ ลดอ้วนแบบราบคาบกันได้เลยค่ะ ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีลดอ้วนที่เน้นตรงที่เราจะทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตต่ำและดีกับร่างกายเช่น ผัก ผลไม้ ข้าวกล้อง โฮลวีต ธัญพืช และพืชตระกูลถั่ว เป็นต้น โดยจะแบ่งเป็น 3 ช่วง และเหมาะกับคนที่ชอบทานอาหารหลากหลาย โดยมีเคล็ดลับคือ ดื่มแอ๊บเปิ้ลไซเดอร์วีนีการ์ เจือจางทุกเช้า เพื่อช่วยย่อยและขับของเสียออกจากร่างกายค่ะ ถ้าหาไม่ได้ใช้มะนาว 1 ลูกบีบใส่น้ำอุ่น ดื่ม 1 แก้วทุกเช้าแทนได้ค่ะ

ช่วงที่ 1 เน้นการรับประทานแต่กับข้าว และผักปรุงด้วยน้ำมันมะกอก (ถ้าสามารถหาได้) กับข้าวควรปรุงด้วยเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน ไก่ไม่ติดหนัง ไข่ ปลา อาหารทะเล นม ไขมันต่ำ ผลิตภัณฑ์จากนม ถั่ว และน้ำมันมะกอก ทานได้มากเท่าที่ต้องการ คุณสามารถทานยำ ส้มตำ เกาเหลา สเต๊ก ราดหน้าหรือพาสต้าเกาเหลาได้ค่ะ จะเน้นว่าไม่ใส่เส้น หรือแม้แต่วุ้นเส้นก็ไม่ใส่นะคะ ช่วงนี้ใช้เวลา 2 สัปดาห์ค่ะ

ช่วงที่ 2 หลังจากผ่าน 2 สัปดาห์แรกในช่วงที่ 1 มาแล้ว เราสามารถเพิ่มคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายต้องการได้ค่ะ แต่ต้องเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ได้จากผลไม้ โฮลเกรนต่างๆ ได้แก่ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ แป้งหรือขนมปังที่ไม่ขัดสี พืชตระกูลถั่ว และซีเรียลต่างๆ เพิ่มได้เพียง 1 อย่างต่อวันค่ะ ค่อยๆ เพิ่มปริมาณคาร์โบไฮเดรตนะคะ อย่ามากเกินไป ลองจดบันทึกว่า แต่ละวัน เรากินอะไรไปบ้าง ให้ผลอย่างไรบ้างนะคะ จะทำให้เรารู้ว่า เราทานคาร์โบไฮเดรตชนิดไหน ทำให้เราลดน้ำหนักได้ดีกว่า ให้อยู่ในช่วงนี้จนกว่า จะลดน้ำหนักจะลงมา จนคุณพอใจค่ะ ส่วนใหญ่จะลดได้ 0.5-1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ค่ะ

ช่วงที่ 3 เป็นช่วงที่ทุกคนชอบมาก เพราะสามารถทานอะไรก็ได้ เพราะได้เรียนรู้ในช่วงที่ 2 แล้วว่าอะไรที่เป็นประโยน์ ทานแล้วได้ผลดีกับเรา เราก็ทานสิ่งนั้นค่ะ หากว่าน้ำหนักขึ้น ก็สามารถย้อนกลับไปแก้ไข ตามแบบช่วงที่ 1 ใหม่ได้ค่ะ เพียง 1-2 สัปดาห์ ก็จะกลับมาสวยเหมือนเดิมค่ะ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ คุณจะต้องทำไปตลอดจนเป็นนิสัยค่ะ แล้วคุณจะควบคุมน้ำหนักได้ระยะยาวเลยทีเดียวค่ะ

เขียนโดย THAIMAN

วิธีลดอ้วนภายใน 7 วัน

ก่อนอาหารต้องดิ่มน้ำอย่างน้อย 2 แก้ว งดน้ำตาล น้ำมันหมู แอลกฮอล์ ของทอดทุกชนิด

วิธีลดอ้วน วันที่ 1 เช้า น้ำผลไม้คั้น หรือ โยเกิร์ต 1 ถ้วย กลางวัน ไข่ต้ม 2 ฟอง เย็น สลัดผัก

วิธีลดอ้วน วันที่ 2 เช้า น้ำผลไม้คั้น หรือ โยเกิร์ต 1 ถ้วย กลางวัน ไข่ต้ม 2 ฟอง เย็น สลัดผัก

วิธีลดอ้วน วันที่ 3 เช้า กาแฟไม่ใส่น้ำตาล หรือ โยเกิร์ต 1 ถ้วย กลางวัน เกาเหลาลูกชิ้น 1 ชาม (หมู,เนื้อ) เย็น สลัดผัก

วิธีลดอ้วน วันที่ 4 เช้า น้ำผลไม้คั้น หรือ กาแฟดำและขนมปัง 1 แผ่น กลางวัน สลัดผัก และ ไก่ย่าง 1 ชิ้น เย็น โยเกิร์ต 1 ถ้วย

วิธีลดอ้วน วันที่ 5 เช้า น้ำผลไม้คั้น หรือ กาแฟไม่ใส่น้ำตาล 1 ถ้วย กลางวัน ส้มตำ และ ไก่ย่าง 1 ชิ้น เย็น สลัดผัก

วิธีลดอ้วน วันที่ 6 เช้า น้ำผลไม้คั้น หรือ กาแฟไม่ใส่น้ำตาล 1 ถ้วย กลางวัน ปลานึ่ง หรือ ปลาเผา ไม่จำกัด เย็น สลัดผัก

วิธีลดอ้วน วันที่ 7 เช้า ข้าว 1 ทัพพี และ เนื้อ 1 ชิ้น , หรือ ไข่ต้ม 1 ฟอง กลางวัน เกาเหลาลูกชิ้น 1 ชาม (หมู , เนื้อ) เย็น สับปะรด 1 ชิ้น

เขียนโดย THAIMAN

 

 
Joomla Templates by Joomlashack
รวมกระเป๋าแฟชั่น
สร้างบล็อก ฟรี
ลงชื่อเข้าใช้ด้วยบัญชี Google
You Tube Home
Find us on Facebook
Follow Us