กรอกข้อมูลเพื่อรับชุดทดลองลดน้ำหนัก(รับเฉพาะอายุ 17+)
ชีวิตสดใสไร้พุงเคล็ดลับการบริโภคอาหารเพื่อลดน้ำหนัก และรอบพุง ต้องบริโภค อาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ในแต่ละวัน แต่ไม่จำเป็นต้องบริโภคครบทั้ง 5 หมู่ใน แต่ละมื้อ ไม่ควรงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง แต่ควรลดปริมาณอาหาร หรือ เปลี่ยนเป็นอาหารที่มีพลังงานต่ำแทน เคี้ยวอาหารช้าๆ และให้บริโภคอาหาร ที่เป็นน้ำหรือดื่มน้ำบ่อยๆ .............. “สมัยก่อนคนมัวแต่ทำงานจนลืมนึกถึงสุขภาพ จนก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บมากมาย” นพ.รัชตะ รัชตะ- นาวิน คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี แพทย์อายุรศาสตร์ วัย 58 ปี เจ้าของรางวัลนัก วิทยาศาสตร์ดีเด่นประจำปี 2548 ย้อนรำลึกถึงปัญหา สุขภาพในกลุ่มคนทำงาน “ภาวะเจ็บป่วยของคนทำงานไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพวกเขา และครอบครัว เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อองค์กร เนื่องจากบุคลากรนับเป็นปัจจัยสำคัญในการทำงาน หากพวกเขาเกิดล้มป่วยก็ไม่สามารถทำงานได้ ต้องขาดงาน และสุดท้ายองค์กรก็จะ ได้รับผลกระทบในที่สุด” คุณหมอรัชตะ บอก รามาฯลาโรคอ้วน ชีวิตสดใสไร้พุงอดีตนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น บอกอีกว่า โรงพยาบาลรามาธิบดี ตระหนักถึง ปัญหาเหล่านี้มาโดยตลอด และได้ดำเนินการสร้างเสริมสุขภาพของบุคลากรภายใน องค์กรมานาน เพื่อมุ่งหวังที่จะสร้างเสริมสุขภาพให้บุคลากรภายในองค์กรมีสุขภาพ ดีอย่างถ้วนหน้า โดยต้องการสร้างความตระหนักต่อการดูแลสุขภาพของตัวเอง การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม การสร้างความมีส่วนร่วม และการมีนโยบาย สุขภาพที่เอื้อต่อการปฏิบัติจริง ซึ่งทั้งหมดจะช่วยสร้างเสริมสุขภาพของบุคลากรให้ ห่างไกลจากภัยสุขภาพมากที่สุด แนวทางสร้างเสริมสุขภาพประกอบไปด้วย การจัด “การตรวจสุขภาพ ประจำปี” ให้แก่บุคลากรทุกคน โดยจะมีแฟ้มประวัติสุขภาพ เพื่อประเมินสุขภาพ อย่างต่อเนื่องทุกๆ ปี หากพบว่าบุคลากรคนใดคนหนึ่งมีภาวะสุขภาพเสื่อมโทรม หรือป่วยด้วยโรคชนิดใดชนิดหนึ่งจะได้รับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที “การดำเนินงานเราจะแบ่งบุคลากรที่ป่วยหรืออยู่ในภาวะเสี่ยงต่างๆ ออกเป็น กลุ่มๆ เพื่อสะดวกต่อการรักษา และให้คำแนะนำในการสร้างเสริมสุขภาพอย่างถูกวิธี เช่น กลุ่มที่มีภาวะน้ำหนักเกิน จะต้องมีการควบคุมน้ำหนักอย่างถูกวิธี โดยมี โครงการลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพมากมาย โดยเฉพาะการให้ความรู้ถึงอันตรายจาก ภาวะอ้วนลงพุง รวมทั้งแนวทางการรักษาต่างๆ ซึ่งจะมุ่งเน้นให้รู้จักควบคุม พฤติกรรมการบริโภค รวมทั้งการส่งเสริมการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ” คณบดี คณะแพทยศาสตร์ บอก ไม่เพียงเท่านี้ รามาฯ ยังให้บริการ “ศูนย์บริหารร่างกายเพื่อสุขภาพ” หรือ ฟิตเนส ซึ่งได้จัดเตรียมอุปกรณ์การกีฬาต่างๆ สำหรับบริหารร่างกายโดยเฉพาะ ที่สำคัญยังจัดครูฝึกสอน หรือเทรนเนอร์ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยแนะนำการบริหารร่างกาย หลากหลายประเภท และเหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล โดยศูนย์ดังกล่าว ชีวิตสดใสไร้พุงจะเปิดบริการตั้งแต่เวลา 06.00-22.00 น. เพื่อยืดเวลาให้บุคลากรทุกคนได้มีโอกาส บริหารร่างกายอย่างทั่วถึง นอกจากการออกกำลังกายในที่ร่ม ยังมี “สนามกีฬากลางแจ้ง” ทั้งสนาม บาสเกตบอล สนามเทนนิส ไว้ให้บริการแก่บุคลากรทุกคน ที่สำคัญรามาฯ ยังจัด กิจกรรมการแข่งขันกีฬาประจำปี เพื่อส่งเสริมสุขภาพ และเสริมสร้างความสามัคคี และสัมพันธภาพของบุคลากรภายในองค์กร “กิจกรรมส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นภาพรวมของสุขภาพบุคลากรเป็นสำคัญ แต่ ระยะหลังเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้มีการจัดกิจกรรมจำเพาะเพื่อรณรงค์ลดการเกิด ภาวะเสี่ยงภัยสุขภาพเฉพาะด้าน โดยเฉพาะภาวะอ้วน เนื่องจากเป็นภาวะอันตราย ต่อสุขภาพมาก ก่อให้เกิดโรคตายผ่อนส่ง ที่สำคัญยังเป็นโรคที่มีผลต่อเศรษฐกิจของ ผู้ป่วย เนื่องจากเป็นโรคเรื้อรังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้” นพ.รัชตะ บอกอีกว่า สำหรับกิจกรรมเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงจากภาวะอ้วน ถือเป็น แนวทางที่โรงพยาบาลดำเนินการมาโดยตลอด เห็นได้จากเมื่อปี 2550 ที่ผ่านมา โรงพยาบาลรามาธิบดีได้ร่วมกับโครงการเครือข่ายคนไทยไร้พุง ในการนำแนวทาง ปฏิบัติเพื่อป้องกัน และขจัดภาวะอ้วนลงพุงภายในโรงพยาบาล นพ.ฆนัท ครุธกูล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ โรงพยาบาลรามาฯ ใน ฐานะกรรมการเครือข่ายคนไทยไร้พุง และผู้จัดการศูนย์หัวใจ หลอดเลือด และ เมแทบอลิซึม คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ผู้มีส่วนสำคัญในการ ขับเคลื่อนการทำงานเพื่อสุขภาพ ย้อนถึงการทำงานที่ผ่านมาว่า ก่อนหน้านี้ โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ร่วมกับราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) สมาคมวิทยาศาสตร์ การกีฬาแห่งประเทศไทย สมาคมสุขศึกษา พลศึกษาและสันทนาการแห่งประเทศไทย ชีวิตสดใสไร้พุงสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ(สสส.) ดำเนินโครงการเครือข่ายคนไทยไร้พุง โดยโรงพยาบาลรามาธิบดี มีบทบาทด้านวิชาการในการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะอ้วน เพื่อเผยแพร่ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะอ้วนลงพุงให้แก่ประชาชน “ขณะเดียวกันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ยังได้นำแนวทางการลดภาวะ อ้วนมาปรับใช้ในองค์กรของตนเอง ซึ่งโรงพยาบาลรามาธิบดีก็เป็นอีกหน่วยงานที่นำ แนวทางจากโครงการเครือข่ายคนไทยไร้พุงมาปฏิบัติใช้ภายในองค์กรด้วย โดย ดำเนินการผ่านคณะกรรมการโรคอ้วนครบวงจร มี นพ.สุรัตน์ โคมินทร์ หัวหน้า หน่วยโภชนวิทยาคลินิก และชีวเคมีทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาล รามาธิบดี ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการดังกล่าว ซึ่งคณะกรรมการ ชุดนี้จะทำหน้าที่ในส่วนของการให้ข้อมูลทางวิชาการ และการรณรงค์ลดภาวะอ้วน ในรูปแบบของการจัดกิจกรรมต่างๆ” นพ.ฆนัท อธิบาย หลังจากจัดตั้งคณะกรรมการดังกล่าวขึ้น ได้มีการจัดกิจกรรมเพื่อสร้าง เสริมสุขภาพมากมาย เริ่มแรกจะมุ่งเน้นในการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ อันตรายจากภาวะอ้วน ซึ่งก่อให้เกิดโรคเรื้อรัง อย่างเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง จากนั้นจึงลงพื้นที่จัดกิจกรรมรณรรงค์อย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่าง ตลาดนัดลดพุง เป็นกิจกรรมที่มุ่งเน้นการให้ข้อมูลการลดภาวะอ้วนอย่างถูกวิธี ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการ ทั้งภายในโรงพยาบาล และในเวทีสาธารณะต่างๆ เช่น ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยมุ่งเน้นการให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคอ้วนลงพุง ไม่ว่าจะเป็นอันตรายของโรคอ้วน แนวทางการควบคุมน้ำหนัก การลดน้ำหนัก ลดรอบเอว “สิ่งสำคัญของกระบวนการลดความอ้วน เราจะแนะนำให้ใช้กระบวนการที่ เรียกว่า 3 อ. คือ อาหาร ออกกำลังกาย และอารมณ์ โดยสามารถทำได้ง่ายๆ โดย ชีวิตสดใสไร้พุงเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค ต้องเลือกบริโภคอาหารที่มีพลังงานต่ำ แทนอาหารที่มีพลังงานสูง เพื่อช่วยลดน้ำหนัก และรอบพุง ออกกำลังกายอย่าง สม่ำเสมอ เพื่อช่วยเพิ่มการเผาพลาญพลังงานในร่างกาย และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ด้านอารมณ์ พยายามไม่เครียด และงดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการ สูบบุหรี่” นอกจากการให้คำแนะนำในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เหมาะสมแล้ว กิจกรรมดังกล่าวยังมีการตรวจสุขภาพเพื่อหาภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังด้วย ซึ่งหากพบว่ามีภาวะของโรคเรื้อรังต่างๆ ก็จะดำเนินการจัดส่งผู้ป่วยไปยังคลินิกโรคอ้วน ที่บริเวณชั้น 5 ศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งทำหน้าที่ในการรักษา ภาวะอ้วน รวมทั้งโรคเรื้อรังจากภาวะดังกล่าวอย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการ ควบคุมปัจจัยเสี่ยง การให้คำแนะนำการออกกำลังกายที่เหมาะสม หรือการควบคุม อาหารอย่างถูกวิธี โดยมีสูตรอาหารที่จำเพาะต่อภาวะอ้วนในแต่ละบุคคล นพ.ฆนัท ยกตัวอย่างว่า เคล็ดลับการบริโภคอาหารเพื่อลดน้ำหนัก และรอบพุง ต้องบริโภคอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ในแต่ละวัน แต่ไม่จำเป็นต้องบริโภคครบทั้ง 5 หมู่ ในแต่ละมื้อ ไม่ควรงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง แต่ควรลดปริมาณอาหาร หรือเปลี่ยน เป็นอาหารที่มีพลังงานต่ำแทน เคี้ยวอาหารช้าๆ และให้บริโภคอาหารที่เป็นน้ำหรือ ดื่มน้ำบ่อยๆ ระหว่างรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารทอด ผัด และอาหารที่มี ไขมัน หรือน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ ให้บริโภคอาหารที่ได้จากการต้ม นึ่งแทน ฯลฯ ส่วนหลักการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก และรอบพุง ควรออกกำลังกาย เพื่อเผาผลาญไขมันส่วนเกินอย่างน้อยประมาณ 30-60 นาทีต่อวัน อย่างน้อย 5 วัน ต่อสัปดาห์ ซึ่งการเคลื่อนไหวออกกำลังกายในระดับปานกลางจะใช้พลังงานได้ถึง วันละ 150 กิโลแคลอรี อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องเล่นกีฬาหรือ ชีวิตสดใสไร้พุงต้องเข้าโรงยิม เพียงแค่เพิ่มกิจวัตรประจำวันเล็กน้อยก็สามารถออกกำลังกายได้ เช่น ใช้บันไดแทนการใช้ลิฟท์ เป็นต้น สำหรับแนวทางการควบคุมอารมณ์ และความรู้สึก สิ่งสำคัญต้องควบคุม สิ่งกระตุ้นทั้งจากภายใน และภายนอก พยายามตัดวงจร หรือพฤติกรรมที่ทำให้เกิด ความรู้สึกหิว เบื่อหรือท้อแท้ ซึ่งหากรู้สึกหิวให้เปลี่ยนอิริยาบถ หรือหากิจกรรมอื่น ทำแทน เพียง 10 นาทีก็จะหายหิวได้ ที่สำคัญอย่าลืมว่าการป้องกัน และลดภาวะ อ้วนลงพุงจำเป็นต้องปฏิบัติทั้ง 3 อ. คือ การควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ และควบคุมอารมณ์ ซึ่งการจะปฏิบัติเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งจะไม่ สามารถลดภาวะน้ำหนักเกินได้ “ไม่เพียงแต่กิจกรรมตลาดนัดลดพุง รามาฯ ยังจัดโครงการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมของบุคลากรในองค์กร เพื่อลดสาเหตุของการเกิดภาวะอ้วน โครงการ ดังกล่าวเแรกเริ่มจะทำการเปิดรับสมัครบุคลากรที่สนใจ โดยใช้หลักการไม่แตกต่าง จากกิจกรรมที่ผ่านมามากนัก เพียงแต่มีการกำหนดแนวทางปฏิบัติที่เรียกว่า บันได 7 ขั้น ซึ่งเป็นหลักการเดียวกันกับ 3 อ. แต่มีกำหนดเกณฑ์การปฏิบัติที่เป็นขั้นเป็น ตอนมากขึ้น” นพ.ฆนัท เล่าถึงกระบวนการปฏิบัติเพื่อช่วยลดภาวะไขมันเกิน “สำหรับบันได 7 ขั้น ประกอบด้วย 1. รู้ตน คือ รู้ว่าตัวเองมีภาวะอ้วนหรือไม่ 2. รู้นับ คือ รู้ว่าแต่ละวันรับประทานอะไรเข้าไป 3. รู้แลก คือ รู้จักการแลกเปลี่ยน อาหารที่ไม่มีประโยชน์ให้เป็นประโยชน์ 4. รู้แผน คือ รู้จักวางแผนการบริโภค 5. รู้ขยับ คือ รู้จักออกกำลังกายอย่างเหมาะสม 6. รู้ทบทวน คือ รู้จักทบทวน ติดตามผลจากการลดความอ้วน และ 7. ชวนเปลี่ยนแปลง คือ เกิดการเปลี่ยนแปลง ขึ้นหรือไม่” ชีวิตสดใสไร้พุงนพ.ฆนัท บอกอีกว่า กระบวนการบันได 7 ขั้นสามารถตรวจสอบการ เปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ ด้วยวิธีวัดรอบพุง โดยเริ่มจากต้องถอดเสื้อออก และคลาย เข็มขัดให้หลวม อยู่ในท่ายืนเท้า 2 ข้างห่างกันประมาณ 10 เซนติเมตร หาตำแหน่ง ขอบบนสุดของกระดูกเชิงกรานทั้ง 2 ข้าง ใช้สายวัด วัดรอบพุงโดยวัดขอบบนของ กระดูกเชิงกรานทั้ง 2 ข้าง ที่สำคัญต้องวัดในช่วงหายใจออก โดยสายวัดแนบกับ ลำตัวไม่รัดแน่น และต้องให้สายวัดที่วัดรอบพุงอยู่ในแนวขนานกับพื้น ซึ่งหากรอบ พุงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานไม่เกิน 80 เซนติเมตรในเพศหญิง และไม่เกิน 90 เซนติเมตรในเพศชาย ถือว่าปลอดภัยไม่อยู่ในภาวะอ้วนลงพุง โรงพยาบาลจะทำการตรวจประเมินเดือนละ 1 ครั้ง รวมทั้งจะแนะนำ ให้บุคลากรหมั่นตรวจการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนใหญ่หากมี การปฏิบัติตามบันได 7 ขั้นก็ไม่มีปัญหาใดๆ ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาจากภาวะ อ้วน แต่บางกรณีที่มีภาวะอ้วนจนก่อให้เกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ก็จะนำส่งคลินิกโรคอ้วน เพื่อทำการรักษาต่อไป “ผู้ที่ปฎิบัติตามบันได 7 ขั้นส่วนใหญ่จะสามารถลดน้ำหนักได้เฉลี่ย 3-4 กิโลกรัมในช่วงเวลา 3 เดือน ซึ่งถือว่าผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ แต่ปัญหาก็ไม่ใช่ว่าไม่มี โดยอุปสรรคส่วนใหญ่เกิดจาก ไม่ค่อยมีเวลา และมีเหตุอื่นเข้ามาแทรก เช่น ต้องไป งานเลี้ยง งานรับปริญญา แต่อย่างน้อยก็ทำให้พวกเขาเริ่มใส่ใจสุขภาพ และมีความ ระมัดระวังในการบริโภคอาหารมากขึ้น ซึ่งหากสามารถลดได้ประมาณร้อยละ 5-7 ของน้ำหนักตัวก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว” สิ่งที่ต้องปรับปรุงในการทำงาน คือ กระบวนการที่จะทำให้บุคคลดำเนิน การได้อย่างต่อเนื่อง เพราะวิธีการลดไม่ใช่เรื่องยาก แต่ปัญหาคือ ไม่สามารถดำเนิน การอย่างต่อเนื่องได้ เป้าหมายต่อไปจะมุ่งเรื่องการวิจัย การเรียนรู้ จะเน้นอันตราย ชีวิตสดใสไร้พุงของโรคอ้วนในแต่ละขั้น เนื่องจากความอ้วนของแต่ละคนมีระดับที่แตกต่างกัน การรักษาจึงต้องแตกต่างเช่นกัน “ศูนย์เสริมพลัง สร้างสุขภาพ” สำหรับการดำเนินการเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่อ การเกิดภาวะอ้วนนั้น โรงพยาบาลรามาธิบดี ยังมีการดำเนินการผ่าน ที่จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2550 ที่ผ่านมา ที่บริเวณชั้น 1 อาคาร เรียนรวม คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาล รามาธิบดี โดยศูนย์แห่งนี้จะทำหน้าที่เป็น แหล่งให้ความรู้ด้านสุขภาพต่างๆ ให้แก่ บุคลากรภายในโรงพยาบาล รวมทั้ง ประชาชนทั่วไปให้สามารถดูแลสุขภาพ ของตนเอง หรือประคับประคองกับภาวะเจ็บป่วยทั้งกาย และใจได้ โดยภายในศูนย์ฯ จะมีข้อมูลด้านสุขภาพมากมาย รวมทั้งมีพยาบาลประจำ ที่คอยให้คำปรึกษาเพื่อปรับวิถีสุขภาพของแต่ละบุคคล อีกทั้งยังมีมุมนั่งเล่น มุม อ่านหนังสือสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งช่วยสร้างเสริมสุขภาพจิตให้ดียิ่งขึ้น “ศูนย์แห่งนี้ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงแหล่งให้ความรู้ด้านสุขภาพเท่านั้น แต่ยังมีแนวทางการให้บริการสุขภาพเชิงรุก โดยจัดโครงการมากมายเพื่อรณรงค์ ชักชวนคนหันมาใส่ใจใน สุขภาพมากยิ่งขึ้น ทั้ง บุคลากรภายในองค์กร และประชาชนทั่วไป โดย เฉพาะบุคลากรภายใน ชีวิตสดใสไร้พุงโรงพยาบาล เพราะหากแพทย์ พยาบาลมีสุขภาพ กาย และใจแข็งแรง ย่อมส่งผลดีต่อการบริการ ผู้ป่วยด้วย” น.ส.สมพร โชติวิทยธารากร หัวหน้า หน่วยสร้างเสริมสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใน การขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสุขภาพ บอกถึง แนวทางการทำงานที่ผ่านมา คุณสมพร บอกอีกว่า กิจกรรมในระยะแรกจะมุ่งเน้นการให้ความรู้ด้าน สุขภาพทั่วไป โดยจะแนะนำแนวทางการบริโภคอาหารที่ถูกวิธี การออกกำลังกาย ที่เหมาะสมในแต่ละช่วงอายุ รวมทั้งการให้ข้อมูลถึงปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะโรคเรื้อรังต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และหลอดเลือด ฯลฯ ซึ่งล้วนมีสาเหตุมาจากภาวะอ้วนทั้งสิ้น การให้ข้อมูลด้านสุขภาพเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ศูนย์เสริมพลัง สร้างสุขภาพ ได้มีการจัดกิจกรรมรณรงค์ด้านสุขภาพมากมาย โดยเฉพาะการ รณรงค์เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะอ้วน เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่า บุคลากร ภายในโรงพยาบาลมีภาวะอ้วนประมาณร้อยละ 20 หรือประมาณ 1 ใน 4 ของ บุคลากรทั้งหมด แต่บุคคลเหล่านี้ส่วนใหญ่จะไม่ใส่ใจต่อภาวะดังกล่าว ทำให้เสี่ยง ต่อการเกิดโรคเรื้อรังมากมาย “จากปัญหาดังกล่าวจึงได้จัด “โครงการอาสาสมัคร...รามาธิบดี” ซึ่ง เป็นการรวมตัวกันของบุคลากรภายในองค์กรที่สมัครใจในการดูแลสุขภาพของ ตนเอง ประกอบกับให้มีการชักชวนเพื่อนฝูงภายในองค์กรเข้าร่วมทำกิจกรรมเพื่อ สุขภาพต่างๆ ด้วย เช่น การออกกำลังกายภายในศูนย์ฟิตเนสประจำโรงพยาบาล ชีวิตสดใสไร้พุงรามาธิบดี หรือการออกกำลังกายโดยใช้อุปกรณ์ชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไม้พลอง ยางยืด โดยเฉพาะการออกกำลังด้วยยางยืดจะได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เพราะ เป็นอุปกรณ์ที่หาได้ง่าย และวิธีการออกกำลังกายก็ไม่ยาก โดยได้รับการแนะนำจาก รศ.เจริญ กระบวนรัตน์ คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะผู้คิดค้นการออกกำลังด้วยยางยืด ซึ่งการออกกำลังกายด้วยอุปกรณ์ดังกล่าว จะมีแรงต้านในการบริหารกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี” คุณสมพร อธิบายเพิ่มเติม จากแนวทางดังกล่าว ทางศูนย์เสริมพลัง สร้างสุขภาพ ยังจัดทำรายงาน ประเมินสุขภาพสำหรับบุคลากรทุกคน โดยจะมีการตรวจร่างกายก่อนเข้าร่วม โครงการ เพื่อทำการประเมินสุขภาพ และจะทำการแนะนำถึงแนวทางการออกกำลังกาย ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลในวัยที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ทุกๆ 6-8 เดือนจะมีการ ประเมินสุขภาพภายหลังเข้าร่วมโครงการ พร้อมทั้งจะจัดส่งรายงานดังกล่าวให้แก่ หัวหน้าฝ่ายของแต่ละบุคคล เพื่อให้ทราบถึงสถานการณ์สุขภาพด้วย คุณสมพร เล่าว่า ที่ผ่านมาการทำงานด้านสร้างเสริมสุขภาพจะแบ่ง บุคลากรภายในองค์กรออกเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่ม 1 สาย ก. คือ คณาจารย์แพทย์ พยาบาล และหัวหน้าพยาบาลต่างๆ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความรู้ความ เข้าใจด้านสุขภาพเป็นอย่างดี กลุ่ม 2 สาย ข. คือ นักศึกษาพยาบาล นักศึกษา- แพทย์ พยาบาลต่างๆ เป็นกลุ่มที่พอจะเข้าใจ และเอาใจใส่สุขภาพพอประมาณ และ กลุ่ม 3 สาย ค. คือ เจ้าหน้าที่ทั่วไป ทั้งการเงินการคลัง ห้องธุรการ พนักงาน ทำความสะอาด เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย(รปภ.) คนขับรถ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ ใส่ใจสุขภาพ และมีโอกาสเข้ารับความรู้เรื่องสุขภาพค่อนข้างน้อย “กลุ่มสาย ค.จะประสบปัญหาการควบคุม และลดน้ำหนักมากที่สุด เนื่องจากทำแต่งาน เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว แต่กลับไม่ใส่ใจสุขภาพ ทั้งๆ ที่หากล้มป่วย ชีวิตสดใสไร้พุงจะส่งผลทั้งครอบครัว การทำงาน และตัวเอง ผู้บริหารโรงพยาบาลฯ ตระหนักถึง ปัญหาดังกล่าวจึงมีนโยบายให้ทุกฝ่ายของโรงพยาบาลต้องให้ความร่วมมือ โดย หัวหน้าฝ่ายจะต้องมีการบริหารตารางเวลาให้บุคลากรในฝ่ายของตนได้ออกกำลังกาย อย่างทั่วถึง” คุณสมพร ย้อนถึงอุปสรรคครั้งอดีต สำหรับบุคลากรที่มีปัญหาจากภาวะอ้วนนั้น ศูนย์เสริมพลังฯ จะทำการส่งต่อ ไปยังคลินิกรักษาโรคอ้วนของคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีทันที เพื่อ รักษาภาวะดังกล่าวให้กลับสู่ภาวะปกติให้เร็วที่สุด หรือประคับประคองให้ร่างกาย แข็งแรงขึ้น ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่การดูแลรักษาสุขภาพให้แก่บุคลากรภายในโรงพยาบาลแล้ว ยังมีโครงการครอบครัวรวมใจห่างไกลโรคอ้วน ซึ่งเป็นการให้ความรู้แก่สมาชิก ในครอบครัวของบุคลากรให้ดูแลสุขภาพทั้งพฤติกรรมการบริโภค แนวทางการ ออกกำลังกายอย่างถูกวิธี เพื่อหลีกห่างจากภาวะอ้วนมากที่สุด ศูนย์เสริมพลัง สร้างสุขภาพ ไม่ได้มุ่งเน้นให้บุคลากรภายในโรงพยาบาลมี สุขภาพดีเพียงอย่างเดียว แต่ยังมุ่งเน้นให้ประชาชนทุกคนมีสุขภาพดีอย่างถ้วนหน้า เช่นกัน เห็นได้จากที่ผ่านมาได้มีการรณรงค์ให้ความรู้เรื่องอันตรายจากภาวะอ้วน มากมาย “ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ ได้ลงพื้นที่เพื่อทำการตรวจวัดรอบเอวให้แก่ ประชาชนทั่วไป ยกตัวอย่าง การให้ความรู้เกี่ยวกับการลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ อ้วนให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นอกจากนี้ ยังเคยเข้าร่วม รณรงค์โครงการคนไทยไร้พุง โดยไปตรวจรอบเอวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเป็นการรณรงค์ให้คนไทยใส่ใจต่อสุขภาพ มากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีความเชื่อว่า หากผู้บริหารตระหนักถึงอันตรายจากภาวะอ้วน ก็จะทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาใส่ใจเรื่องนี้เช่นกัน” เธอเล่าถึงประสบการณ์ ที่ผ่านมา ชีวิตสดใสไร้พุงคุณสมพร บอกถึงเป้าหมายในอนาคตว่า ภาวะอ้วนนับเป็นปัญหาแรกๆ ที่ โรงพยาบาลต้องการดำเนินการจัดการอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเป็นภาวะที่ก่อโรค มากมาย ที่สำคัญคนไม่ค่อยเห็นอันตรายมากนัก ดังนั้น การรณรงค์ให้คนเห็น อันตรายจากภาวะอ้วนจึงต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และเป้าหมายในอนาคต จะต้องการดึงบุคลากรภายในโรงพยาบาลทุกคนให้เข้าร่วมในการปฏิบัติแนวทางเพื่อ ป้องกัน และลดภาวะอ้วนให้มากที่สุด เพราะหากคนในองค์กรยังไม่เห็นความสำคัญก็เป็นเรื่องยากที่คน ภายนอกจะให้ความสำคัญเช่นกัน ชีวิตสดใสไร้พุงผมเข้าใจว่ามันเหนื่อย ลำบาก ยากที่จะออกกำลังกายทุกวัน หรือกิน อาหารที่เราชอบน้อยลง ไปกินอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่รสชาติ ไม่ถูกปากเราเลย แต่อยากให้ท่องไว้ในใจว่า ลำบากวันนี้ เพื่อความสบายในวัน ข้างหน้า ..............กระทรวงสาธารณสุขพยายามที่จะให้มีการรณรงค์ต่อเนื่องเพื่อสุขภาพที่ดี ของคนไทย โดยได้มอบหมายให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ ได้เร่งส่ง เสริมความเข้าใจ และความรู้ในการดูแลรักษาสุขภาพของตัวเอง โดยเฉพาะกลุ่ม ผู้สูงอายุให้มีสุขภาพแข็งแรง เพื่อที่จะได้ลดการเป็นภาระให้ลูกหลานในครอบครัว ดูแลยามเจ็บป่วย ซึ่งรูปแบบกิจกรรมจะเน้นการออกกำลังกาย และกิจกรรมที่ ส่งเสริมให้ทานอาหารได้อย่างถูกต้องตามหลักโภชนาการ และการเรียนรู้ที่จะลด ชนิดอาหารที่จะไปเร่งการเกิดโรคให้กับร่างกาย และเพิ่มชนิดอาหารที่สามารถลด หรือบรรเทาอาการเจ็บป่วยได้ คุณวิชาญ มีนชัยนันท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าว ถึงจุดมุ่งหมายหลักของโครงการคนไทยไร้พุงว่า ไม่ต้องการที่จะเห็นประชากรของ ประเทศส่วนใหญ่ ต้องมาล้มหมอนนอนเสื่อโดยโรคที่ไม่ติดต่อ แต่เป็นโรคที่เกิดจาก การไม่ดูแลตัวเองในเรื่องอาหารการกิน และขาดการออกกำลังกาย เราอยากจะเห็น ต้นแบบไร้พุง ต้นแบบสุขภาพ ที่กระทรวงสาธารณสุข ชีวิตสดใสไร้พุงผู้สูงอายุสามารถอยู่ในสังคมได้โดยไม่ต้องพึ่งพาลูกหลานมากจนเกินไป ผู้สูงวัยเหล่านี้ ต้องแข็งแรงเพียงพอ เพื่อที่จะดูแลตัวเองได้ คุณวิชาญเอง ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่หันมาเอาใจใส่ต่อสุขภาพอย่างจริงจัง โดย กิจกรรมที่ทำเป็นประจำคือ การออกกำลังกายโดยการว่ายน้ำ และเลือกกินอาหารที่ ดีมีประโยชน์ ประเภทผัก และผลไม้ โดยลดการบริโภคอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ เนื่องจากมีไขมันสูง และย่อยยาก แต่เขาก็ยอมรับว่ามันเป็นเรื่องยากเหมือนกันที่จะกินอาหารที่เหมาะสมกับ สุขภาพทุกมื้อ เพราะบ่อยครั้งที่ถูกเชิญไปงานสังสรรค์ และกินอาหารมื้อค่ำที่อุดมไป ด้วยไขมันจากเนื้อสัตว์ ทำให้ต้องเลือกที่จะกินอาหารมื้อนั้นให้น้อยลง เขาเล่าว่า จะพยายามคุมน้ำหนักไม่ให้เกินปัจจุบันที่ 85 กิโลกรัม เพราะมันเหมาะสมกับ เกณฑ์ความสูงของเขาอยู่แล้ว คุณวิชาญ ยังย้ำให้คนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น เพื่อที่ว่าคุณภาพ ชีวิตของคนไทยก็จะได้ดีขึ้นเช่นกัน “ผมอยากให้กำลังใจคนที่กำลังลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพที่ดี ผมเข้าใจว่ามัน เหนื่อย ลำบาก ยากที่จะออกกำลังกายทุกวัน หรือกินอาหารที่เราชอบน้อยลง ไปกินอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่รสชาติไม่ถูกปากเราเลย แต่อยากให้ท่องไว้ ในใจว่า ลำบากวันนี้ เพื่อความสบายในวันข้างหน้า ถ้าท้อ หรืออยากเลิกทำขึ้นมา ก็ให้นึกถึงคำที่ผมพูดไว้ มันจะเป็นกำลังใจให้คุณสู้ต่อไป จนประสบความสำเร็จ ผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน” ชีวิตสดใสไร้พุงถึงแม้ทางกระทรวงสาธารณสุขจะทุ่มเทความพยายามแค่ไหนให้คนไทย ทุกคนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพกันให้มากกว่านี้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดนั้นขึ้นอยู่กับความ ตระหนัก และรับรู้ของแต่ละบุคคล ซึ่งโครงการนี้แม้จะทุ่มเทงบประมาณมากมาย เพียงใด ก็ไม่สามารถบรรลุถึงเป้าหมายที่วางไว้ ถ้าขาดความร่วมมือจากประชาชน และภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน ช่วยกันเป็นฟันเฟืองที่สำคัญให้โครงการ นี้ดำเนิน และอยู่ต่อไปได้ “ผมอยากเห็นคนเข้าโรงพยาบาลน้อยลง อยากเห็นคนชรามีสุขภาพแข็งแรง และใช้วาระสุดท้ายของชีวิตอย่างเป็นสุขอยู่ที่บ้าน มากกว่าที่เขาเหล่านั้นจะมาใช้ วาระสุดท้ายของชีวิตที่โรงพยาบาลจากการเจ็บป่วยจากโรคที่ไม่ติดต่อเหล่านี้ นั่นก็ หมายความว่าโครงการนี้ยังคงต้องทำงานหนักต่อไป และคงจะหนักขึ้นเรื่อยๆ เพื่อ เปลี่ยนวิถีชีวิต วิถีบริโภคของคนในสังคมยุคบริโภคนิยมเป็นกระแสหลัก” อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า อัตราการเกิดโรค ภาวะโภชนาการเกิน หรือโรคอ้วนนั้น กำลังกลายเป็นปัญหาสาธารณสุขที่หลาย ประเทศ กำลังให้ความสำคัญในการแก้ปัญหา โดยในแต่ละปีมีความพยายามที่จะ ลดจำนวนผู้ป่วยใหม่ให้มีจำนวนที่ลดลง แต่ดูเหมือนว่าการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ยัง ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากคนมากมายทั่วโลกยังให้ความสนใจกับอาหาร ที่มีไขมันสูงมากจากเนื้อหมู และเนื้อวัว หรืออาหารรสหวานจัด เป็นต้น ถึงแม้ว่าประเทศไทยเองยังไม่มีกฎข้อบังคับให้ออกกำลังกายเพื่อลดความ อ้วนนั้น แต่รัฐบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาดังกล่าวที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นใน แต่ละปี โดยกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนให้ทุกภาค ส่วนของสังคมตระหนัก และร่วมมือกันเพื่อให้คนไทยไร้พุง และปราศจากโรคที่มี สาเหตุหลักมาจากการบริโภคอาหารผิดส่วน และขาดการออกกำลังกายที่ดี ชีวิตสดใสไร้พุงคุณวิชาญ ระบุว่า ข้อมูลล่าสุดของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า ในรอบ 5 ปี ที่ผ่านมาคนไทยเจ็บป่วยด้วยโรควิถีชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว และมีแนวโน้มสูงขึ้น เรื่อยๆ อาทิเช่น โรคหัวใจเพิ่มจาก 318 รายเป็น 682 รายต่อประชากรแสนคน โรคเบาหวานจาก 278 เป็น 587 รายต่อประชากรแสนคน และโรคมะเร็ง 80 ราย เป็น 124 รายต่อประชากรแสนคน “เรามีปัญหาเรื่องของโรควิถีชีวิตคือโรคที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อโรค แต่ เป็นโรคที่มีพฤติกรรมการกินที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ส่งผลให้คนไทยมีภาวะ น้ำหนักเกิน และอ้วนเพิ่มขึ้น ในรอบสิบปีที่ผ่านมา คนไทยอายุ 20-29 ปี มีภาวะ โรคอ้วนเพิ่มจากร้อยละ 2.9 เป็นร้อยละ 21.7 หรือเพิ่มขึ้น 7.5 เท่า ในกลุ่มอายุ 40-49 ปี เพิ่มขึ้น 1.7 เท่า นอกจากนี้กรมอนามัยยังได้สำรวจกลุ่มประชากรเด็ก ในปี 2544, 2545 และ 2546 พบว่าเด็กอนุบาลถึงเด็กประถม มีภาวะโภชนาการ เกินร้อยละ 12.3, 12.8 และ 13.4 ตามลำดับ และถ้าเปรียบเทียบอันดับภาวะ โภชนาการเกินในกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิก น่าตกใจว่าไทยเราถูกจัดอันดับอยู่ใน ลำดับที่ 5 รองลงมาจากออสเตรเลีย, มองโกเลีย, วานูอาตู และฮ่องกง และคาดการณ์ กันว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้มีรูปร่างท้วมจนถึงระดับอ้วนถึง 10 ล้านคน” อดีต รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าว ข้อมูลที่กล่าวมาเบื้องต้น ล้วนแสดงให้เห็นว่าประเทศเรากำลังประสบ ปัญหาโรคอ้วนอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ งบประมาณจำนวนมหาศาลต้องถูกทุ่มลง ไปเพื่อนำไปรักษาโรคที่มีต้นเหตุมาจากการกินอาหารที่ไม่ถูกส่วน และขาดการ ออกกำลังกายที่ดี คุณไชยา สะสมทรัพย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เคยคุย เรื่องเดียวกันนี้ให้ฟังว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ ชีวิตสดใสไร้พุงได้เร่งส่งเสริมความเข้าใจ และความรู้ในการดูแลรักษาสุขภาพของตัวเอง โดยเฉพาะ กลุ่มผู้สูงอายุให้มีสุขภาพแข็งแรง เพื่อที่จะได้ลดการเป็นภาระให้ลูกหลานใน ครอบครัวดูแลยามเจ็บป่วย ซึ่งรูปแบบกิจกรรมจะเน้นการออกกำลังกาย และ กิจกรรมที่ส่งเสริมให้ทานอาหารได้อย่างถูกต้องตามหลักโภชนาการ และการเรียนรู้ ที่จะลดชนิดอาหารที่จะไปเร่งการเกิดโรคให้กับร่างกาย และเพิ่มชนิดอาหาร ที่สามารถลด หรือบรรเทาอาการเจ็บป่วยได้ “เราไม่ต้องการที่จะเห็นประชากรของประเทศส่วนใหญ่ ต้องมาล้มหมอน นอนเสื่อโดยโรคที่ไม่ติดต่อ แต่เป็นโรคที่เกิดจากการไม่ดูแลตัวเองในเรื่องอาหารการกิน และขาดการออกกำลังกาย เราอยากจะเห็นผู้สูงอายุสามารถอยู่ในสังคมได้โดยไม่ต้อง พึ่งพาลูกหลานมากจนเกินไป ผู้สูงวัยเหล่านี้ต้องแข็งแรงเพียงพอ เพื่อที่จะดูแลตัว เองได้” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงจุดมุ่งหมายหลัก ของโครงการคนไทยไร้พุง โครงการนี้ค่อนข้างจะได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากเจ้ากระทรวงในขณะนั้น เนื่องจากว่าคุณไชยาเองมีประสบการณ์โดยตรง และเรียนรู้ได |
|





